ไม่รู้ไม่ได้! เทรนด์งานวิจัยข่าวปลอมล่าสุดที่คนไทยควรรู้

webmaster

가짜뉴스에 대한 연구 동향 - **Prompt:** A young adult, fully dressed in modern casual clothing, stands in a dynamic, bustling di...

สวัสดีค่ะทุกคน! ช่วงนี้โลกออนไลน์ของเราหมุนเร็วมาก ๆ เลยใช่ไหมคะ บางทีก็รู้สึกเหมือนมีข้อมูลท่วมท้นไปหมด ไม่รู้จะเชื่ออะไรดี ยิ่งเรื่อง “ข่าวปลอม” เนี่ย บอกเลยว่าเป็นประเด็นที่คนรอบตัวฉันเองก็บ่นกันเยอะมากค่ะ บางคนถึงกับเสียเงินเสียทองเพราะหลงเชื่อข่าวลวง หรือบางทีก็ทำให้เราเข้าใจผิดเรื่องสำคัญไปเลยก็มีนะคะ ฉันเองก็เคยเกือบพลาดท่าเพราะข่าวปลอมมาแล้วค่ะ ตอนนั้นใจหายวาบเลยจริง ๆหลายครั้งที่เห็นเพื่อน ๆ แชร์ข่าวอะไรบางอย่างมา แล้วพอเราไปเช็คดูดี ๆ อ้าว!

가짜뉴스에 대한 연구 동향 관련 이미지 1

กลายเป็นข้อมูลที่ไม่จริงซะงั้น ยอมรับเลยว่ามันน่าหงุดหงิดใจมาก เพราะข่าวปลอมพวกนี้มันสร้างความสับสนวุ่นวายให้กับสังคมเราได้ง่ายมากเลยค่ะ ทั้งเรื่องสุขภาพ การเมือง หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันก็โดนกันถ้วนหน้าเลยใช่ไหมคะ ไม่ใช่แค่ในไทยนะ แต่ทั่วโลกเขาก็กำลังจับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และพยายามหาทางรับมือกันอย่างจริงจังเลยทีเดียวทุกวันนี้ฉันรู้สึกว่าพวกข่าวปลอมมันฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ จนบางทีแยกแยะแทบไม่ออกเลยว่าอันไหนจริง อันไหนหลอก ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้การสร้างข่าวปลอมดูสมจริงจนน่าตกใจ นักวิจัยทั่วโลกจึงไม่หยุดนิ่งที่จะศึกษาและพัฒนาเครื่องมือหรือวิธีการใหม่ ๆ มาช่วยให้เราป้องกันตัวเองจากข้อมูลผิด ๆ เหล่านี้ได้ การทำความเข้าใจว่าข่าวปลอมแพร่กระจายได้อย่างไร และส่งผลกระทบต่อจิตใจและสังคมของเราอย่างไร จึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เราต้องเท่าทันสถานการณ์ และรู้ทันกลโกงต่าง ๆ ที่พวกสร้างข่าวปลอมพยายามนำมาใช้ บทความนี้ฉันจะพาเพื่อน ๆ ไปดูกันค่ะว่า ตอนนี้นักวิจัยเขากำลังสนใจอะไรกันบ้าง และเราจะรับมือกับข่าวปลอมเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างค่ะในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงแนวโน้มล่าสุดของการวิจัยข่าวปลอม เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอนค่ะ

ทำไมข่าวปลอมถึงแพร่เร็วยิ่งกว่าไวรัสอีโบลา?

เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมแค่พิมพ์ๆ กดแชร์ๆ ข่าวปลอมบางอย่างถึงได้ไปไกลทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเรื่องจริงจัง จนเราแทบแยกไม่ออกเลยว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ส่วนตัวฉันเองก็เคยเห็นกับตามาแล้วค่ะว่าข่าวลวงบางเรื่องถูกแชร์ไปเป็นแสนๆ ครั้งในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ถ้าลองพิจารณาดีๆ จะรู้เลยว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย เหตุผลหลักๆ เลยก็คือเรื่องของจิตวิทยาและพฤติกรรมของมนุษย์เรานี่แหละค่ะ คนเรามักจะสนใจอะไรที่มันน่าตกใจ มันกระตุ้นอารมณ์ หรือมันยืนยันความเชื่อเดิมๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ยิ่งถ้าข่าวปลอมนั้นอ้างอิงเรื่องที่ละเอียดอ่อน หรือเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในสังคม ผู้คนก็ยิ่งอยากจะแชร์ต่อออกไปโดยไม่ได้ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน เพราะคิดว่าแค่แชร์ก็เท่ากับได้แสดงจุดยืนหรือแสดงความเห็นแล้ว

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายได้เร็วอย่างน่าตกใจก็คือพลังของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนี่แหละค่ะ อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเหล่านี้บางครั้งก็เป็นดาบสองคม เพราะมันถูกออกแบบมาให้แสดงเนื้อหาที่เราน่าจะสนใจ เพื่อให้เราใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าถ้าเราเคยคลิกหรือแชร์เนื้อหาประเภทไหนไปแล้ว อัลกอริทึมก็จะยิ่งป้อนเนื้อหาคล้ายๆ กันมาให้เราเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรวมถึงข่าวปลอมประเภทเดียวกันด้วยค่ะ มันเลยกลายเป็นวงจรที่ทำให้เราหลงอยู่ในโลกของข้อมูลที่เราเลือกรับและทำให้ยากที่จะเห็นมุมมองที่แตกต่างออกไป นอกจากนี้ การที่ข่าวปลอมมักจะถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่น่าเชื่อถือ มีภาพประกอบ หรือมีข้อความที่กระตุ้นอารมณ์ ก็ยิ่งทำให้คนเข้าใจผิดและเชื่อได้ง่ายขึ้นไปอีกค่ะ ยิ่งในสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่กำลังรู้สึกไม่สบายใจหรือมีความกังวลอะไรบางอย่าง ข่าวปลอมที่ให้คำตอบที่ดูเหมือนจะช่วยคลายความกังวลนั้นได้ แม้จะเป็นคำตอบที่ผิดๆ ก็มักจะถูกหยิบยกและเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วค่ะ

โซเชียลมีเดียกับกลไกการแพร่กระจาย

โซเชียลมีเดียเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ที่ข่าวสารทุกรูปแบบสามารถวิ่งเล่นได้อย่างอิสระและรวดเร็ว แต่ปัญหาคือข่าวปลอมเองก็ใช้สนามนี้ในการแพร่กระจายเหมือนกันค่ะ ฉันสังเกตว่าคนส่วนใหญ่จะแชร์อะไรที่ทำให้รู้สึกร่วมหรือรู้สึกตื่นเต้นได้ทันทีโดยไม่ได้หยุดคิด การออกแบบปุ่ม “แชร์” หรือ “รีทวีต” ที่ง่ายดายทำให้การส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วแบบไม่ตั้งใจ อัลกอริทึมที่ปรับแต่งฟีดข่าวให้ตรงกับความสนใจของผู้ใช้แต่ละคนก็ยิ่งเสริมความรุนแรงของปัญหา เพราะเรามักจะเห็นแต่ข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมๆ ของตัวเอง ทำให้เราติดอยู่ใน “ฟองสบู่ข้อมูล” ที่ยากจะหลุดพ้นไปเจอความคิดเห็นที่แตกต่าง การไหลเวียนของข้อมูลแบบนี้ทำให้ข่าวปลอมที่ถูกจริตกับกลุ่มคนบางกลุ่มสามารถไปได้ไกลและถูกเชื่อถือได้ง่ายขึ้นมากเลยค่ะ

จิตวิทยามนุษย์กับการตกเป็นเหยื่อ

พวกเราทุกคนมีความโน้มเอียงทางจิตวิทยาที่ทำให้ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมได้ง่ายกว่าที่คิดค่ะ อย่างที่เรียกว่า “อคติยืนยัน” (Confirmation Bias) คือการที่เรามักจะเชื่อและมองหาข้อมูลที่ยืนยันความเชื่อที่เรามีอยู่แล้ว หรือ “อคติจากการเข้าถึงได้ง่าย” (Availability Heuristic) ที่ทำให้เราเชื่อข้อมูลที่เพิ่งเห็นหรือได้ยินมาใหม่ๆ ได้ง่ายกว่าข้อมูลเก่าๆ ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น อารมณ์ความรู้สึกก็มีบทบาทสำคัญมาก ข่าวปลอมที่กระตุ้นความกลัว ความโกรธ หรือความหวัง มักจะถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วเพราะมันแตะต้องอารมณ์ดิบๆ ของเรา ทำให้เราไม่ทันได้ใช้เหตุผลมาไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อน นี่แหละค่ะคือกลไกที่ทำให้เราหลายๆ คนหลงเชื่อข่าวปลอมได้ง่ายกว่าที่คิด

เครื่องมือสุดล้ำที่ช่วยเราจับผิดข่าวปลอมได้ทันที

ในยุคที่ข่าวปลอมฉลาดขึ้นทุกวัน นักวิจัยทั่วโลกก็ไม่ได้นิ่งนอนใจค่ะ พวกเขากำลังพัฒนาเครื่องมือและเทคนิคใหม่ๆ เพื่อช่วยให้เราสามารถจับผิดข่าวปลอมได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ฉันเองก็เคยลองใช้เครื่องมือบางอย่างที่ช่วยในการตรวจสอบภาพหรือแหล่งที่มาของข่าวสารแล้ว บอกเลยว่ามันช่วยประหยัดเวลาและทำให้เรามั่นใจในข้อมูลที่ได้รับมากขึ้นจริงๆ ค่ะ ตอนนี้เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) กำลังถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการวิเคราะห์รูปแบบของข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบภาษาที่ใช้ว่ามีลักษณะชวนเชื่อหรือไม่ การวิเคราะห์ภาพถ่ายว่าถูกตัดต่อหรือสร้างขึ้นมาใหม่หรือเปล่า หรือแม้แต่การตรวจสอบพฤติกรรมการแชร์ของบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ว่ามีลักษณะเหมือนบอทที่ถูกตั้งโปรแกรมมาเพื่อปั่นข่าวปลอมหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีนักวิจัยที่กำลังศึกษาการสร้าง “ระบบแจ้งเตือนข่าวปลอม” ที่สามารถทำงานได้แบบเรียลไทม์ คือถ้าเรากำลังอ่านข่าวหรือบทความอะไรอยู่ ระบบก็จะสามารถแจ้งเตือนได้ทันทีว่าข่าวนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นข่าวปลอมหรือไม่ โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมข่าวปลอมที่เคยถูกเปิดโปงไปแล้ว หรืออ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการและเชื่อถือได้ การพัฒนาระบบเหล่านี้ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมหาศาลและการทำงานร่วมกันจากหลายภาคส่วน ทั้งนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ นักจิตวิทยา และวิศวกรคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้เครื่องมือที่ใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องพวกเราจากภัยข่าวปลอมที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

AI กับการตรวจจับรูปแบบภาษา

การนำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ภาษาที่ปรากฏในข่าวสารต่างๆ กำลังเป็นที่จับตามากๆ ค่ะ AI สามารถเรียนรู้รูปแบบประโยค คำศัพท์ หรือแม้กระทั่งอารมณ์ที่แฝงอยู่ในข้อความที่มักจะพบในข่าวปลอมได้ บางครั้งข่าวปลอมก็มักจะใช้ภาษาที่ดูเว่อร์วัง อ้างอิงแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือใช้คำที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรงเพื่อดึงดูดความสนใจ AI สามารถตรวจจับความผิดปกติเหล่านี้ได้ และแจ้งเตือนให้เรารู้ว่าข่าวนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง ยิ่ง AI ได้รับข้อมูลในการเรียนรู้มากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งฉลาดและแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ทำให้การตรวจจับข่าวปลอมผ่านภาษาเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระของมนุษย์ในการตรวจสอบทีละข่าวได้เยอะเลยค่ะ

วิเคราะห์ภาพและวิดีโอปลอม

ไม่ใช่แค่ข้อความเท่านั้นที่โดนปลอม ภาพและวิดีโอก็ปลอมกันเก่งไม่แพ้กันเลยค่ะ ยิ่งตอนนี้มีเทคโนโลยี Deepfake ที่ทำให้การสร้างภาพและวิดีโอที่ดูเหมือนจริงเป็นเรื่องง่ายมาก นักวิจัยจึงกำลังพัฒนา AI ที่สามารถวิเคราะห์ความผิดปกติของพิกเซล แสงเงา หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของวัตถุในภาพและวิดีโอ เพื่อดูว่ามันถูกตัดต่อหรือสร้างขึ้นมาใหม่หรือเปล่า ฉันเคยลองใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพย้อนหลังแล้วพบว่าภาพบางภาพที่ถูกแชร์เป็นข่าวร้อนจริงๆ แล้วเป็นภาพเก่าที่ถูกนำมาใช้ใหม่ หรือบางทีก็เป็นภาพที่ถูกตัดต่ออย่างแนบเนียนจนแทบดูไม่ออกเลยค่ะ การมีเครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบความถูกต้องของภาพและวิดีโอได้อย่างรวดเร็ว เป็นอีกหนึ่งด่านสำคัญในการป้องกันตัวเองจากข่าวปลอมเลยค่ะ

Advertisement

ปฏิกิริยาของสมองเราเมื่อเจอข่าวปลอม: เรื่องจริงที่ควรรู้!

เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมบางครั้งเราถึงเชื่อข่าวปลอมได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่พอมาคิดดูดีๆ แล้วมันก็ไม่น่าเป็นไปได้เลย สาเหตุหนึ่งมาจากการทำงานของสมองเรานี่แหละค่ะ นักวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่าเวลาที่เราเจอข้อมูลอะไรบางอย่าง สมองของเราไม่ได้ประมวลผลด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำงานร่วมกับอารมณ์ความรู้สึกด้วย ยิ่งถ้าข่าวปลอมนั้นไปกระตุ้นอารมณ์ของเรา เช่น ความกลัว ความโกรธ หรือความตื่นเต้น สมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์จะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ทำให้เรามักจะตัดสินใจเชื่อหรือแชร์ต่อออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ใช้สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่ในการคิดวิเคราะห์และใช้เหตุผลให้ถี่ถ้วนก่อน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ สมองของเรามีแนวโน้มที่จะ “จำ” ข้อมูลที่เราได้เห็นบ่อยๆ ได้ดีกว่า ถึงแม้ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นข่าวปลอมก็ตาม ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Illusory Truth Effect” คือยิ่งเราเจอข่าวปลอมซ้ำๆ บ่อยเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งรู้สึกว่ามันเป็นความจริงมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าเราจะรู้ตัวอยู่แล้วว่ามันเป็นข่าวปลอมก็ตาม เพราะสมองของเราจะตีความว่าความคุ้นเคยกับข้อมูลนั้นๆ เป็นสัญญาณของความจริง สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมบางคนถึงเชื่อข่าวปลอมอย่างฝังแน่นและยากที่จะเปลี่ยนใจได้เลยล่ะค่ะ ดังนั้น การที่เราต้องระมัดระวังในการรับข่าวสารและตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ต่อ ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องของข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการปกป้องสมองของเราไม่ให้ถูกหลอกด้วยกลไกทางจิตวิทยาที่แสนซับซ้อนเหล่านี้ด้วยนะคะ

อคติทางความคิดที่ทำให้เราหลงเชื่อ

สมองของเรามีอคติหลายอย่างที่ทำให้เราตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมได้ง่ายค่ะ หนึ่งในนั้นคือ “อคติยืนยัน” (Confirmation Bias) ที่ทำให้เรามักจะสนใจ เชื่อ และจดจำข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อหรือมุมมองเดิมๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ยิ่งถ้าข่าวปลอมนั้นมาในรูปแบบที่ตรงกับสิ่งที่เราอยากจะเชื่อพอดี เราก็ยิ่งคล้อยตามได้ง่ายขึ้นไปอีก โดยไม่สนใจข้อมูลที่ขัดแย้งเลย นอกจากนี้ยังมี “อคติจากผลประโยชน์ส่วนตน” (Self-serving Bias) ที่ทำให้เรายอมรับข้อมูลที่ทำให้ตัวเองดูดีหรือรู้สึกดีกับตัวเองได้ง่ายกว่า ซึ่งบางครั้งข่าวปลอมก็ถูกสร้างมาเพื่อตอบสนองความรู้สึกเหล่านี้ ทำให้เราไม่ทันได้คิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

ความถี่ในการเห็นข่าวกับความเชื่อ

ลองนึกดูสิคะว่าบางครั้งเราเห็นข่าวอะไรบางอย่างซ้ำๆ บ่อยๆ แม้ตอนแรกจะรู้สึกเอะใจว่ามันไม่น่าจริง แต่พอเห็นไปเรื่อยๆ เข้า เราก็เริ่มที่จะรู้สึกว่ามันมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นมาซะอย่างนั้น นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญค่ะ แต่มันคือปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Illusory Truth Effect” ที่บอกว่ายิ่งสมองเราได้รับรู้ข้อมูลอะไรบ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริงมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะความคุ้นเคยทำให้เรารู้สึกว่าข้อมูลนั้นปลอดภัยและน่าเชื่อถือ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้สร้างข่าวปลอมถึงชอบปั่นข่าวเดิมๆ ซ้ำๆ เพราะมันได้ผลจริงๆ ค่ะ

กลยุทธ์ส่วนตัวที่ฉันใช้: รับมือข่าวปลอมได้อยู่หมัด

หลังจากที่ต้องเจอกับข่าวปลอมมาเยอะแยะมากมาย ฉันก็ได้เรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์ส่วนตัวในการรับมือกับมันค่ะ บอกเลยว่ามันช่วยฉันได้เยอะมาก และทำให้ฉันรู้สึกมั่นใจในการบริโภคข้อมูลออนไลน์มากขึ้นเยอะเลยค่ะ สิ่งแรกที่ฉันทำเลยคือการ “หยุดคิด” ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์อะไรเสมอ ไม่ว่าจะอ่านเจอข่าวที่น่าตกใจหรือน่าสนใจแค่ไหนก็ตาม จะต้องหยุดหายใจเข้าลึกๆ แล้วถามตัวเองก่อนว่า “นี่มันจริงเหรอ?” หรือ “มีอะไรแปลกๆ ในข่าวนี้ไหม?” การทำแบบนี้ช่วยให้ฉันมีเวลาคิดวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจทันที ซึ่งส่วนใหญ่แล้วข่าวปลอมมักจะมีช่องโหว่ให้จับผิดได้เสมอถ้าเราตั้งใจสังเกต

ต่อมาคือการ “ตรวจสอบแหล่งที่มา” ค่ะ ฉันมักจะดูว่าข่าวนี้มาจากไหน สำนักข่าวที่เชื่อถือได้ไหม หรือเป็นแค่เพจที่ไม่มีที่มาที่ไปที่ชัดเจน ถ้ามาจากเพจที่ไม่รู้จัก หรือเป็นแค่ข้อความที่ส่งต่อๆ กันมา ฉันจะระมัดระวังเป็นพิเศษ และจะพยายามหาข่าวเดียวกันนี้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถืออย่างน้อย 2-3 แห่ง เพื่อเปรียบเทียบข้อมูล ยิ่งถ้ามีภาพหรือวิดีโอประกอบ ฉันก็จะใช้เครื่องมือค้นหารูปภาพย้อนหลังเพื่อตรวจสอบว่าภาพนั้นถูกใช้ที่ไหนมาก่อน ถูกตัดต่อหรือไม่ นี่เป็นวิธีที่ฉันลองทำแล้วได้ผลดีมากๆ เลยค่ะ และที่สำคัญที่สุดคือการ “ตั้งคำถาม” กับทุกสิ่งที่เราเห็นและได้ยิน ไม่ใช่แค่ข่าวปลอมเท่านั้น แต่รวมถึงข้อมูลทั่วไปด้วย การเป็นคนขี้สงสัยไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่มันคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในการรับมือกับข้อมูลในยุคดิจิทัลที่ท่วมท้นไปหมดแบบนี้ค่ะ

หลักการ “หยุด คิด ตรวจสอบ”

ฉันยึดหลักง่ายๆ 3 ข้อในการรับมือกับข่าวสารออนไลน์ค่ะ คือ “หยุด คิด ตรวจสอบ” ขั้นแรกคือ “หยุด” ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์อะไร ให้ตัวเองมีเวลาคิดสักนิด ไม่รีบร้อน ขั้นที่สองคือ “คิด” วิเคราะห์ข่าวที่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติไหม มีเหตุผลรองรับหรือไม่ หรือมันแค่กระตุ้นอารมณ์เราเฉยๆ ขั้นสุดท้ายคือ “ตรวจสอบ” หาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เปรียบเทียบข้อมูลหลายๆ แห่ง ถ้ามีภาพหรือวิดีโอก็ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ เท่านี้เราก็ลดโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมไปได้เยอะแล้วค่ะ

สร้างแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ของตัวเอง

อีกหนึ่งวิธีที่ฉันทำคือการสร้าง “รายชื่อแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้” ของตัวเองค่ะ ฉันมีลิสต์ของสำนักข่าว เว็บไซต์องค์กร หรือผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านที่ฉันเชื่อมั่นในความถูกต้องของข้อมูล เวลาเจอข่าวอะไรที่น่าสงสัย ฉันจะกลับไปเช็คจากแหล่งข้อมูลเหล่านี้เสมอ การมีแหล่งอ้างอิงที่มั่นคงช่วยให้ฉันไม่ต้องเสียเวลาไปค้นหาข้อมูลจากศูนย์ และยังช่วยกรองข่าวปลอมที่มีเจตนาไม่ดีออกไปได้เยอะเลยค่ะ การลงทุนเวลาในการสร้างลิสต์นี้ขึ้นมาคุ้มค่ามากๆ เลยนะ เพราะมันเหมือนเรามีเกราะป้องกันข้อมูลที่ไม่จริงคอยช่วยปกป้องเราอยู่ตลอดเวลา

Advertisement

ชุมชนออนไลน์เขารับมือกับข่าวปลอมกันยังไงนะ?

ไม่ใช่แค่เราแต่ละคนนะคะที่ต้องรับมือกับข่าวปลอม แต่ชุมชนออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างๆ ก็กำลังพยายามหาทางแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังเหมือนกันค่ะ ฉันเห็นหลายๆ แพลตฟอร์มเริ่มมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการจัดการกับเนื้อหาที่เป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็นการติดป้ายเตือนว่าข่าวนั้นๆ อาจจะเป็นข่าวปลอม หรือการลบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไปเลยถ้ามันสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดการแพร่กระจายของข่าวปลอมได้ในระดับหนึ่งเลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอาสาสมัครและองค์กรต่างๆ ที่รวมตัวกันเพื่อทำหน้าที่ “นักตรวจสอบข้อเท็จจริง” (Fact-checkers) โดยเฉพาะ พวกเขาจะคอยตรวจสอบข่าวสารที่กำลังเป็นกระแสในสังคม แล้วเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องออกมา ซึ่งงานของพวกเขามีความสำคัญมากๆ ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคม

แต่การรับมือกับข่าวปลอมไม่ใช่แค่เรื่องของการบล็อกหรือลบเนื้อหาเท่านั้นนะคะ หลายแพลตฟอร์มยังให้ความสำคัญกับการ “ให้ความรู้” แก่ผู้ใช้ด้วย โดยการจัดแคมเปญให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีแยกแยะข่าวปลอม หรือแนะนำเครื่องมือที่ช่วยในการตรวจสอบข้อมูล สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้มีทักษะในการคิดวิเคราะห์และรับมือกับข่าวสารได้ด้วยตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาวค่ะ ฉันเองก็รู้สึกดีใจที่เห็นความพยายามเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะมันแสดงให้เห็นว่าทุกคนตระหนักถึงปัญหาและพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไข อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันระหว่างผู้ใช้ แพลตฟอร์ม และนักวิจัยยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นวิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ชุมชนออนไลน์แข็งแกร่งขึ้นในการต่อสู้กับข่าวปลอมนะคะ

บทบาทของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

가짜뉴스에 대한 연구 동향 관련 이미지 2

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการกับข่าวปลอมค่ะ ฉันเคยคิดว่าพวกเขาน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ และตอนนี้ฉันก็เห็นแล้วว่าหลายๆ แพลตฟอร์มเริ่มจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขามีทั้งระบบ AI ที่ช่วยสแกนหาเนื้อหาที่เข้าข่ายข่าวปลอม การร่วมมือกับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริงภายนอกเพื่อช่วยยืนยันความถูกต้องของข้อมูล รวมถึงการแสดงป้ายเตือนหรือข้อความแนะนำเพิ่มเติมใต้ข่าวที่อาจจะเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้ใช้ได้ใช้วิจารณญาณก่อนจะเชื่อหรือแชร์ต่อไป บางแพลตฟอร์มยังลงทุนในการให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานเกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์สื่ออีกด้วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ฉันมองว่ายั่งยืนที่สุด เพราะทำให้ผู้ใช้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ในการแยกแยะข้อมูลค่ะ

พลังของนักตรวจสอบข้อเท็จจริง

ในหลายๆ ประเทศรวมถึงในไทยเองก็มีกลุ่มนักตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือ Fact-checkers ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อเปิดโปงข่าวปลอมและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณะค่ะ พวกเขาเป็นเหมือนฮีโร่ที่ทำงานเบื้องหลัง คอยรื้อค้น ตรวจสอบ และนำเสนอความจริงออกมา ฉันติดตามผลงานของกลุ่มเหล่านี้อยู่เสมอ เพราะมันช่วยให้เราได้รู้ว่าข่าวไหนจริงข่าวไหนปลอมได้ทันท่วงที การทำงานของพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องตรวจสอบข้อมูลจำนวนมหาศาล และบางครั้งก็ต้องเจอแรงกดดันจากผู้ไม่หวังดี แต่พวกเขาก็ยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากๆ ค่ะ

อนาคตของการต่อสู้กับข่าวปลอม: เราจะก้าวไปทางไหน?

มองไปในอนาคตแล้ว ฉันเชื่อว่าการต่อสู้กับข่าวปลอมจะต้องเป็นความพยายามที่ต่อเนื่องและต้องอาศัยนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอค่ะ เพราะผู้สร้างข่าวปลอมเองก็ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนากลวิธีใหม่ๆ มาหลอกลวงพวกเรา ดังนั้น เราเองก็ต้องฉลาดและเท่าทันให้มากกว่าเดิม นักวิจัยกำลังมองหาวิธีที่จะทำให้ระบบตรวจจับข่าวปลอมฉลาดขึ้น แม่นยำขึ้น และสามารถทำงานได้แบบอัตโนมัติมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ AI ขั้นสูงที่สามารถเข้าใจบริบทของภาษา วัฒนธรรม และอารมณ์ของผู้คนได้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้การตรวจจับไม่ใช่แค่การจับผิดคำผิดหรือภาพปลอม แต่เป็นการเข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังข่าวปลอมเหล่านั้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการพัฒนา “Digital Literacy” หรือทักษะความเข้าใจและใช้งานดิจิทัลของประชาชนให้เข้มแข็งมากขึ้นค่ะ เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน ถ้าคนเราไม่มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ ไม่รู้จักตั้งคำถาม และไม่รู้จักแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ก็ยังคงตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมได้ง่ายอยู่ดี การให้ความรู้ตั้งแต่ในโรงเรียน การสร้างแคมเปญรณรงค์อย่างต่อเนื่อง และการส่งเสริมให้คนรู้จักใช้เครื่องมือตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนในระยะยาวค่ะ และที่สำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันค่ะ รัฐบาล ภาคเอกชน แพลตฟอร์มออนไลน์ องค์กรวิชาการ และประชาชนทุกคนจะต้องร่วมมือกัน สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่ง เพื่อให้เราสามารถรับมือกับความท้าทายจากข่าวปลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสังคมออนไลน์ที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยสำหรับทุกคนค่ะ

เทคโนโลยีแห่งอนาคตกับการป้องกันข่าวปลอม

ในอนาคตอันใกล้ ฉันเชื่อว่าเราจะได้เห็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ามาช่วยป้องกันข่าวปลอมได้ดียิ่งขึ้นค่ะ นักวิจัยกำลังพัฒนา AI ที่มีความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับกลโกงใหม่ๆ ของผู้สร้างข่าวปลอม ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อระบุรูปแบบการแพร่กระจายของข่าวปลอมได้แบบเรียลไทม์ และอาจจะมีการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เพื่อสร้างระบบบันทึกข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ ทำให้การปลอมแปลงข้อมูลทำได้ยากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ การพัฒนาเครื่องมือที่ใช้งานง่ายสำหรับบุคคลทั่วไปในการตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตัวเองค่ะ

การปลูกฝังการรู้เท่าทันสื่อตั้งแต่เด็ก

วิธีที่ยั่งยืนที่สุดในการต่อสู้กับข่าวปลอมคือการปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ให้กับผู้คนตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ ฉันคิดว่านี่เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะถ้าเราสอนให้เด็กๆ รู้จักตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ และหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ตั้งแต่เนิ่นๆ พวกเขาจะเติบโตมาเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพและมีภูมิคุ้มกันต่อข่าวปลอมได้อย่างแข็งแกร่ง การเรียนรู้ที่จะไม่เชื่อทุกสิ่งที่เห็นและได้ยิน การรู้จักใช้เหตุผล และการเข้าใจถึงผลกระทบของข้อมูลผิดๆ จะช่วยสร้างสังคมที่มีวิจารณญาณ และเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างอนาคตที่ข่าวสารเป็นเรื่องจริงและน่าเชื่อถือค่ะ

ประเภทของข่าวปลอมที่พบบ่อย ลักษณะเด่นที่ควรรู้ วิธีตรวจสอบเบื้องต้น
ข่าวลวง (Hoax) มักเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ตื่นเต้น เกินจริง หรืออ้างอิงถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่ยังไม่เกิดขึ้น ค้นหาใน Google ด้วยคีย์เวิร์ดสำคัญ เปรียบเทียบกับแหล่งข่าวหลัก
ข้อมูลบิดเบือน (Misinformation) เป็นข้อมูลที่ไม่จริง แต่ผู้ส่งสารอาจไม่มีเจตนาไม่ดี เพียงแค่เข้าใจผิด ตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลทางการหรือผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ
ข้อมูลเท็จเจตนาร้าย (Disinformation) สร้างขึ้นมาโดยมีเจตนาหลอกลวง ทำให้เข้าใจผิด หรือสร้างความแตกแยก สังเกตภาษาที่ใช้ว่ามีอคติมากไปไหม ตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี
ข่าวล้อเลียน/เสียดสี (Satire/Parody) สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง หรือวิพากษ์วิจารณ์สังคม แต่บางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริง ดูว่ามาจากเว็บไซต์ข่าวเสียดสีหรือไม่ (เช่น บางเพจในโซเชียลมีเดีย)
Advertisement

ส่งท้ายบทความนี้

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนมีเกราะป้องกันข่าวปลอมที่แข็งแกร่งขึ้นนะคะ ฉันเข้าใจดีว่าโลกออนไลน์ทุกวันนี้มันท้าทายมากจริงๆ ค่ะ บางทีก็รู้สึกท้อแท้กับข้อมูลที่ไม่จริง แต่ถ้าเราทุกคนช่วยกันตั้งข้อสังเกต คิดวิเคราะห์ และไม่รีบเชื่อหรือแชร์อะไรง่ายๆ เราก็จะสามารถสร้างสังคมออนไลน์ที่น่าอยู่และเต็มไปด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ค่ะ อย่าลืมนะคะว่าพลังของเราแต่ละคนมีความสำคัญมากๆ ในการร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆ บนโลกดิจิทัลใบนี้

จำไว้เสมอว่าการรู้เท่าทันสื่อคือทักษะสำคัญที่ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องค่ะ ไม่มีใครหลีกหนีข่าวปลอมได้ 100% แต่เราสามารถเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันได้เสมอ ขอให้ทุกคนสนุกกับการท่องโลกอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและฉลาดรู้ค่ะ แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้านะคะ รับรองว่าจะมีข้อมูลดีๆ มาฝากกันอีกแน่นอนค่ะ

ข้อมูลน่ารู้ที่คุณไม่ควรพลาด

1. มองหาแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือเสมอ: ตรวจสอบว่าข่าวมาจากสำนักข่าวหลัก องค์กรที่น่าเชื่อถือ หรือผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ไม่ใช่แค่เพจที่ไม่รู้จักหรือไม่ชัดเจนค่ะ

2. สังเกตภาษาและลักษณะการนำเสนอ: ข่าวปลอมมักใช้ถ้อยคำที่กระตุ้นอารมณ์เกินจริง มีหัวข้อที่ชวนให้ตกใจ หรือใช้ตัวสะกดผิดบ่อยๆ นะคะ

3. ใช้เครื่องมือตรวจสอบรูปภาพย้อนหลัง: หากเจอภาพที่น่าสงสัย ลองเอาไปค้นหาใน Google Images หรือเครื่องมืออื่นๆ เพื่อดูว่าภาพนั้นเคยถูกใช้ที่ไหนมาก่อน หรือถูกตัดต่อมาหรือเปล่าค่ะ

4. เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง: อย่าเพิ่งปักใจเชื่อข่าวจากแหล่งเดียว ลองหาข่าวเดียวกันจากอย่างน้อย 2-3 แหล่งที่แตกต่างกันเพื่อยืนยันความถูกต้องค่ะ

5. อย่ารีบแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบ: ก่อนจะกดแชร์อะไรออกไป หยุดคิดสักนิดค่ะ การแชร์ข่าวปลอมโดยไม่ตั้งใจก็อาจสร้างผลกระทบที่ใหญ่หลวงได้เลยนะคะ มาเป็นคนใช้อินเทอร์เน็ตที่ฉลาดรู้และมีความรับผิดชอบกันค่ะ

Advertisement

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้

ข่าวปลอมเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนในยุคดิจิทัล ซึ่งเกิดจากทั้งกลไกทางจิตวิทยาและอิทธิพลของแพลตฟอร์มออนไลน์ เราได้เรียนรู้ว่าข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย และจิตวิทยามนุษย์ก็มีส่วนทำให้เราหลงเชื่อได้ง่ายขึ้นค่ะ อย่างไรก็ตาม เราสามารถใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และเครื่องมือตรวจสอบต่างๆ มาช่วยในการจับผิดได้ และที่สำคัญที่สุดคือการปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง พร้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการหยุด คิด และตรวจสอบทุกข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อค่ะ การร่วมมือกันทั้งในระดับบุคคล ชุมชนออนไลน์ และแพลตฟอร์มต่างๆ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมข้อมูลที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือในระยะยาว เพื่อให้ทุกคนท่องโลกออนไลน์ได้อย่างสบายใจและมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: นักวิจัยทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับเรื่องอะไรบ้างในการรับมือกับข่าวปลอมในปัจจุบันนี้คะ?

ตอบ: โอ้โห…คำถามนี้ตรงใจฉันมากเลยค่ะ! ต้องบอกว่าโลกของเรากำลังเผชิญกับข่าวปลอมในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เลยนะคะ นักวิจัยเขาก็เลยต้องปรับตัวตามไปด้วยค่ะ ตอนนี้หลักๆ เลยที่ฉันเห็นว่าน่าสนใจมากๆ ก็คือ การใช้ AI และ Machine Learning ในการตรวจจับข่าวปลอมค่ะ ไม่ใช่แค่การจับผิดคำผิดหรือข้อมูลพื้นฐานนะ แต่เป็นการวิเคราะห์แพทเทิร์นการเผยแพร่ รูปแบบประโยค หรือแม้แต่แหล่งที่มาของข้อมูลแบบเชิงลึกมากๆ เลยค่ะ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องจิตวิทยาของการเชื่อข่าวปลอมด้วยนะ ว่าทำไมคนถึงเชื่อข่าวปลอมได้ง่ายๆ หรืออะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนหลงเชื่อ แล้วนำไปแชร์ต่อ บางครั้งมันก็เกี่ยวกับอารมณ์ ความเชื่อเดิมๆ หรือแม้แต่ความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มค่ะ นักวิจัยเขาก็พยายามจะสร้างโมเดลที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์พวกนี้ เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันได้ถูกจุดค่ะ อีกประเด็นที่มาแรงไม่แพ้กันก็คือ การศึกษาผลกระทบของข่าวปลอมต่อสุขภาพจิตและสังคมวงกว้างค่ะ เพราะข่าวปลอมไม่ได้แค่ทำให้เราเข้าใจผิด แต่มันอาจจะทำลายความสัมพันธ์ สร้างความแตกแยก หรือแม้กระทั่งทำให้คนเกิดความเครียดและวิตกกังวลได้เลยนะคะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคนมากๆ เลยค่ะ

ถาม: ในฐานะคนทั่วไป เราจะมีวิธีง่ายๆ ในการตรวจสอบข่าวปลอมที่เราเจอในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้างคะ?

ตอบ: นี่แหละค่ะเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องรู้และทำเป็น! ฉันเข้าใจเลยว่าบางทีเราก็มีเวลาน้อย ไม่ได้อยากจะมานั่งสืบสวนทุกข่าวที่เจอ แต่มีวิธีง่ายๆ ที่ฉันใช้ประจำและอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองทำตามดูค่ะ1.
หยุด! ก่อนแชร์: อันดับแรกเลยคือ หายใจเข้าลึกๆ แล้วอย่าเพิ่งรีบกดแชร์ค่ะ ข่าวที่กระตุ้นอารมณ์เรามากๆ ไม่ว่าจะเป็นโกรธ ตกใจ หรือดีใจจนเกินไป มักจะเป็นสัญญาณเตือนภัยอันดับต้นๆ เลยค่ะ
2.
เช็คแหล่งที่มา: ข่าวมาจากไหน? เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือไหม? เป็นเพจหรือบัญชีที่ไม่รู้จักหรือไม่?
ถ้าเป็นเพจเฟซบุ๊ก ลองดูว่ามีคนติดตามเยอะแค่ไหน มีการโพสต์อะไรแปลกๆ มาก่อนไหม หรือถ้าเป็นเว็บไซต์ ลองสังเกตชื่อ URL ค่ะ บางทีจะมีการเลียนแบบชื่อเว็บข่าวใหญ่ๆ โดยเพิ่มหรือลดตัวอักษรบางตัวไปค่ะ
3.
หาข้อมูลเพิ่มเติม: ลองเอาหัวข้อข่าว หรือคีย์เวิร์ดสำคัญๆ ไปค้นหาใน Google หรือ Bing ดูค่ะ ลองใช้คำว่า “ข่าวปลอม” “ข้อเท็จจริง” ตามหลังดูสิคะ หรือลองดูจากสำนักข่าวหลักๆ หลายๆ แห่ง ว่ามีข่าวนี้ไหม เขาเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่าค่ะ
4.
สังเกตความผิดปกติ: ข่าวปลอมบางทีก็จะมีลักษณะแปลกๆ เช่น ใช้ภาษาที่เกินจริง ใช้คำหยาบคาย มีการสะกดคำผิดบ่อยๆ หรือใช้รูปภาพประกอบที่ดูไม่สมจริงค่ะ ลองสังเกตดีๆ นะคะ บางทีรูปที่ใช้ก็เป็นรูปเก่าที่ถูกนำมาใช้ผิดบริบทค่ะ
5.
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ/แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้: เดี๋ยวนี้ในไทยเรามีหน่วยงานที่คอยตรวจสอบข่าวปลอมโดยเฉพาะ เช่น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) หรือเพจเฟซบุ๊กที่เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงค่ะ ลองส่งข่าวไปสอบถามดูได้เลยค่ะ พวกเขาช่วยเราได้เยอะมากๆ

ถาม: นอกจากการตรวจสอบข่าวปลอมแล้ว เราสามารถทำอะไรได้อีกบ้างเพื่อป้องกันตัวเราและสังคมจากการแพร่กระจายของข่าวปลอมในระยะยาว?

ตอบ: เป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมมากๆ ค่ะ เพราะการตรวจสอบแค่ตัวเราเองอาจจะยังไม่พอ เราต้องช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมด้วยค่ะ จากประสบการณ์ของฉันเองและสิ่งที่ได้เรียนรู้มา มีหลายอย่างที่เราทำได้เลยค่ะ1.
สร้างนิสัยการคิดวิเคราะห์: นี่คือหัวใจสำคัญเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะเจอข้อมูลอะไรมา ไม่ใช่แค่ข่าวปลอมนะ แต่รวมถึงโฆษณา หรือแม้แต่ความคิดเห็นของคนรอบตัว เราควรถามตัวเองเสมอว่า “จริงเหรอ?” “มีหลักฐานอะไรมายืนยัน?” “ข้อมูลนี้มีอคติอะไรแฝงอยู่ไหม?” การฝึกคิดแบบนี้จะทำให้เราไม่หลงเชื่อง่ายๆ ค่ะ
2.
เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข: ถ้าเจอข่าวปลอม สิ่งที่ดีที่สุดคือการไม่ส่งต่อค่ะ และถ้าเรามีเวลา ลองแจ้งเตือนเพื่อนๆ หรือคนที่แชร์ข่าวปลอมนั้นไปอย่างสุภาพค่ะ อาจจะส่งลิงก์จากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องไปให้เขาดู เพื่อให้เขาได้ฉุกคิดและตรวจสอบข้อมูลค่ะ แต่ต้องใจเย็นๆ และใช้เหตุผลอธิบายนะคะ
3.
สนับสนุนสื่อที่น่าเชื่อถือ: ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย การที่เราสนับสนุนสื่อที่มีจรรยาบรรณ และนำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราได้รับข้อมูลที่มีคุณภาพค่ะ การอ่านข่าวจากหลายๆ แหล่งก็ช่วยให้เราได้มุมมองที่กว้างขึ้นด้วยค่ะ
4.
ส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในชุมชน: อาจจะฟังดูยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากคนใกล้ตัวเราก่อนได้ค่ะ เช่น ชวนคนในครอบครัวคุยกันเรื่องข่าวปลอม สอนลูกหลานให้รู้จักคิดวิเคราะห์ หรือแม้แต่จัดกิจกรรมเล็กๆ ในกลุ่มเพื่อนฝูง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อค่ะ
5.
ดูแลสุขภาพจิตตัวเอง: การที่เราเสพข่าวปลอมมากๆ หรือเจอแต่ข้อมูลเชิงลบ อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของเราได้นะคะ ถ้าเรารู้สึกว่าเริ่มเครียดหรือวิตกกังวลจากการรับข่าวสารมากเกินไป ลองพักจากการเสพข่าวบ้าง หันไปทำกิจกรรมที่ชอบ หรือพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ เพื่อระบายความรู้สึกค่ะ การที่เรามีสุขภาพจิตที่ดี จะช่วยให้เรามีสติและคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะฉันหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะคะ การรับมือกับข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องช่วยกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ดีและน่าเชื่อถือค่ะ อย่าลืมนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และส่งต่อข้อมูลดีๆ เหล่านี้ให้กับคนรอบข้างด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ!

📚 อ้างอิง