แชร์ข่าวปลอมโทษหนักแค่ไหน 5 สิ่งที่คนไทยต้องรู้ก่อนคลิกส่งต่อ

webmaster

가짜뉴스의 법적 대응 사례 - **Prompt 1: Critical News Analysis**
    "A young adult, perhaps in their late twenties, with a thou...

วันนี้แพรวมีเรื่องที่อยากจะเม้าท์มอยกับทุกคนค่ะ! ในยุคที่โลกออนไลน์หมุนเร็วเหมือนพายุแบบนี้ ข่าวสารต่างๆ ก็พุ่งเข้าหาเราทุกทิศทาง จนบางทีก็รู้สึกว่าตามไม่ทันเลยจริงไหมคะ?

แพรวเองก็เคยเผลอไผลไปกับข่าวที่ดูน่าเชื่อถือสุดๆ แต่พอเอาเข้าจริงกลับเป็น “ข่าวปลอม” ซะอย่างนั้น! มันน่าตกใจตรงที่ข่าวปลอมพวกนี้ไม่ได้แค่ทำให้เราเข้าใจผิด แต่มันอาจจะส่งผลกระทบถึงชีวิตจริงได้เลยนะ ทั้งเรื่องเงิน เรื่องงาน หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ในสังคม แพรวเห็นมาเยอะแล้วจริงๆ ค่ะคนที่ต้องมานั่งปวดหัวเพราะไปแชร์ข้อมูลผิดๆ โดยไม่ตั้งใจที่สำคัญกว่านั้นคือ ตอนนี้เรื่องข่าวปลอมไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความจริงหรือไม่จริง” แล้วนะคะ แต่มันกลายเป็นเรื่องของ “กฎหมาย” ที่จริงจังสุดๆ ไปแล้ว!

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแค่การกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์ผิดๆ เนี่ย อาจทำให้เราต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงได้เลยทีเดียว ยิ่งมีเคสตัวอย่างให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา แพรวรู้สึกเลยว่าเราต้องรู้เท่าทันโลกออนไลน์มากขึ้นเป็นสองเท่าเลยค่ะ เพราะถ้าเราไม่รู้กฎ ไม่รู้ข้อควรรู้ ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อ หรือกลายเป็นผู้กระทำผิดโดยไม่ตั้งใจได้ง่ายๆ เลยนะคะ หน่วยงานภาครัฐอย่างศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเองก็ทำงานกันอย่างเข้มข้นเลยทีเดียวเชียวค่ะ เพื่อช่วยตรวจสอบและแจ้งเตือนให้พวกเราทราบ ดังนั้นวันนี้ แพรวอยากจะชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับมือกับข่าวปลอมในบ้านเรากันให้ชัดเจน เพื่อที่เราจะได้ท่องโลกโซเชียลได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล และไม่ต้องมานั่งลุ้นกับเรื่องไม่คาดฝันอีกต่อไป แพรวรับรองเลยว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์มากๆ ค่ะอยากรู้ใช่ไหมล่ะคะว่ากฎหมายเกี่ยวกับข่าวปลอมนั้นมีอะไรบ้างและเราจะรับมือกับมันยังไงได้บ้าง แพรวจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดๆ เลยค่ะ!

ทำความเข้าใจ “ข่าวปลอม” ตามกฎหมายไทย ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ นะ!

가짜뉴스의 법적 대응 사례 - **Prompt 1: Critical News Analysis**
    "A young adult, perhaps in their late twenties, with a thou...

ข่าวปลอมในมุมมองของกฎหมายคืออะไรกันแน่?

ทุกคนคะ! ก่อนอื่นเลย แพรวอยากให้เรามาเคลียร์กันก่อนว่า “ข่าวปลอม” ที่เรากำลังพูดถึงกันเนี่ย ในสายตาของกฎหมายมันไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องที่เราคิดว่าไม่จริงแล้วก็จบไปนะคะ มันลึกซึ้งและมีขอบเขตกว้างกว่าที่เราคิดเยอะเลยค่ะ ที่จริงแล้ว ข่าวปลอมที่เข้าข่ายผิดกฎหมายมักจะหมายถึงข้อมูลเท็จที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพื่อทำให้คนอื่นเข้าใจผิด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น สังคม หรือแม้กระทั่งความมั่นคงของประเทศเลยทีเดียวค่ะ บางทีแค่ข้อมูลที่ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีพิษภัย แต่ถ้ามันถูกบิดเบือนไปจนทำให้คนตื่นตระหนก หรือกระทบสิทธิของใครเข้าแล้วล่ะก็ นั่นแหละค่ะ ประเด็น!

แพรวเองก็เคยเห็นข่าวลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ที่ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นเรื่องตลก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นจริงๆ นะคะ เราต้องระวังมากๆ เลยค่ะ เพราะเจตนาไม่ดีแค่ไหนก็อาจจะทำให้เราตกเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ เลย

กฎหมายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับข่าวปลอมในบ้านเรา

พอพูดถึงเรื่องกฎหมาย หลายคนอาจจะรู้สึกว่ามันยุ่งยากซับซ้อนใช่ไหมคะ? แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ แพรวจะสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ เลยค่ะ กฎหมายหลักๆ ที่ใช้จัดการกับข่าวปลอมในบ้านเราเนี่ย ก็หนีไม่พ้น “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า “พ.ร.บ.

คอมพิวเตอร์” นั่นเองค่ะ โดยเฉพาะมาตรา 14 เนี่ย ถูกนำมาใช้บ่อยมากๆ กับกรณีข่าวปลอมที่ไปสร้างความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับที่รุนแรงเอาเรื่องเลยนะคะ นอกจากนี้ยังมี “ประมวลกฎหมายอาญา” ในเรื่องของการหมิ่นประมาท ที่ไม่ว่าจะเป็นการใส่ร้ายผู้อื่นให้เสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ก็ถือว่าผิดเช่นกันค่ะ ยิ่งเป็นการหมิ่นประมาทผ่านสื่อออนไลน์แบบสาธารณะด้วยแล้ว โทษก็ยิ่งหนักขึ้นไปอีกนะคะ แพรวเห็นมาเยอะแล้วค่ะคนที่ต้องเสียทั้งเงิน ทั้งเวลาไปกับการขึ้นศาลเพราะไปคอมเมนต์หรือแชร์ข้อมูลโดยไม่ทันคิด

จากประสบการณ์จริง: เคสตัวอย่างที่ควรเป็นบทเรียนให้เรา

เมื่อการแชร์ต่อทำให้ชีวิตเปลี่ยน: เรื่องจริงที่เกิดขึ้น

แพรวเชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นข่าวคนที่ต้องโดนจับ หรือถูกดำเนินคดีเพราะไปแชร์ข้อมูลผิดๆ ในโซเชียลกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ? แพรวเองก็รู้สึกตกใจทุกครั้งที่เห็นข่าวแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่แค่การตักเตือน แต่เป็นการลงโทษที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงอย่างรุนแรงเลยค่ะ มีหลายเคสที่แค่ไปกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์ข้อมูลที่ได้รับมาแบบผิดๆ โดยไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อน สุดท้ายก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันเลยก็มีนะคะ อย่างกรณีที่แชร์ข่าวลือเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจ หรือเรื่องเกี่ยวกับการใส่ร้ายหน่วยงานภาครัฐ หรือแม้กระทั่งการนำเสนอข้อมูลเท็จที่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีคนเคยโดนดำเนินคดีมาแล้วทั้งนั้นค่ะ แพรวรู้สึกเลยว่าเรื่องแบบนี้มันใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดนะคะ แค่นิ้วจิ้มไม่กี่ทีก็อาจจะทำให้ชีวิตเราวุ่นวายได้เลยค่ะ

บทเรียนจากความผิดพลาดที่ไม่มีใครอยากเจอ

จากเคสตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงๆ หลายคนคงได้บทเรียนแล้วว่าโลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ที่เราจะโพสต์อะไรก็ได้โดยไม่มีผลกระทบตามมาใช่ไหมคะ? แพรวเคยได้คุยกับเพื่อนคนนึงที่เกือบจะโดนคดีเพราะไปแชร์ข่าวปลอมเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตอนนั้นเพื่อนคิดว่าแค่ช่วยส่งต่อข้อมูลเผื่อจะเป็นประโยชน์ แต่ปรากฏว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ และสร้างความเข้าใจผิดอย่างมาก โชคดีที่ไหวตัวทันและรีบลบโพสต์ พร้อมขอโทษและชี้แจง ทำให้เรื่องไม่บานปลายไปมากกว่านี้ค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัวของแพรวและจากที่ได้เห็นมานะคะ บทเรียนสำคัญที่สุดคือ “อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ” และ “ตรวจสอบให้ดีก่อนแชร์” เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในโลกออนไลน์ อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อชีวิตเราได้เลยค่ะ ทั้งเรื่องชื่อเสียง การงาน หรือแม้กระทั่งอิสรภาพของเราเอง แพรวไม่อยากให้ใครต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้เลยจริงๆ ค่ะ

Advertisement

วิธีสแกนข่าวปลอมให้ขาด ไม่ให้พลาดตกเป็นเหยื่อ

เทคนิคการตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสาร

เอาล่ะค่ะ! ถึงเวลาที่แพรวจะมาบอกเคล็ดลับเด็ดๆ ในการสแกนข่าวปลอมแบบมืออาชีพกันแล้วค่ะ อย่างแรกเลยที่เราต้องทำคือ “ตรวจสอบแหล่งที่มา” ของข่าวนั้นๆ ค่ะ ลองสังเกตดูว่าข่าวนั้นมาจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือไหม?

มีเว็บไซต์ที่เป็นทางการรองรับรึเปล่า? ถ้าเป็นเพจเฟซบุ๊ก ลองดูว่าเพจนั้นมีผู้ติดตามเยอะแค่ไหน และเคยมีประวัติการเผยแพร่ข่าวปลอมมาก่อนหรือเปล่า? บางทีข่าวปลอมก็มักจะมาจากแหล่งที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง หรือใช้ชื่อที่คล้ายๆ กับสำนักข่าวใหญ่ๆ เพื่อสร้างความสับสนค่ะ แพรวเองเวลาจะแชร์อะไร ก็จะลองเสิร์ชหาชื่อสำนักข่าวใน Google ดูก่อนเสมอเลยค่ะ ถ้าเจอว่าไม่มีข้อมูล หรือเป็นเพจเล็กๆ ที่ดูไม่น่าเชื่อถือ ก็จะตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเลยว่าอาจจะเป็นข่าวปลอมก็ได้นะคะ จำไว้ค่ะ แหล่งที่มาต้องชัดเจนและน่าเชื่อถือ!

สังเกตความผิดปกติของเนื้อหาและภาษา

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เราจับผิดข่าวปลอมได้ง่ายๆ เลยก็คือ การสังเกต “เนื้อหาและภาษา” ที่ใช้ในข่าวค่ะ ข่าวปลอมส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะที่ผิดปกติ เช่น ใช้พาดหัวที่ดูหวือหวา เกินจริง หรือชวนให้ตกใจมากๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ บางทีก็มีคำผิดเยอะแยะไปหมด หรือใช้ภาษาที่ดูไม่เป็นทางการ ไม่น่าเชื่อถือค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าสำนักข่าวใหญ่ๆ เขาจะเขียนข่าวแบบนี้เหรอ?

นอกจากนี้ เนื้อหาของข่าวปลอมก็มักจะไม่มีการอ้างอิงข้อมูล หรือไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน บางทีก็เป็นแค่การคาดเดา หรือใส่ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปเยอะๆ ค่ะ ถ้าแพรวอ่านแล้วรู้สึกว่ามันแปลกๆ หรือมันดีเกินจริงไปหน่อย ก็จะหยุดคิดก่อนเลยค่ะ ลองเช็กดูว่ามีภาพประกอบที่ไม่สอดคล้องกับเนื้อหา หรือภาพนั้นดูผ่านการตัดต่อมาหรือเปล่า?

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละค่ะ ที่จะช่วยให้เราไม่พลาดตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมได้

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม: เพื่อนแท้ของเราในโลกออนไลน์

บทบาทสำคัญของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

ทุกคนรู้ไหมคะว่าในบ้านเรามี “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย” (Anti-Fake News Center) ที่ทำงานกันอย่างแข็งขันเพื่อช่วยตรวจสอบและแจ้งเตือนข่าวปลอมให้พวกเราได้รู้ทันกันด้วยนะคะ แพรวรู้สึกขอบคุณและชื่นชมการทำงานของศูนย์ฯ นี้มากๆ เลยค่ะ เพราะพวกเขามีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่แพร่หลายในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะข่าวที่ดูเหมือนจะสร้างความเสียหายต่อสังคม เศรษฐกิจ หรือความมั่นคงของชาติค่ะ เมื่อได้รับแจ้งเบาะแส ศูนย์ฯ ก็จะรีบประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความจริง และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้ประชาชนทราบผ่านช่องทางต่างๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อให้เราทุกคนได้รับทราบความจริงและไม่หลงเชื่อข่าวปลอมกันค่ะ แพรวเองก็กดติดตามช่องทางของศูนย์ฯ ไว้ตลอดเลยค่ะ เพราะเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้มากๆ เวลาเราไม่มั่นใจว่าข่าวไหนจริงไม่จริง ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบได้เลย

เราจะใช้ประโยชน์จากศูนย์ฯ ได้อย่างไรบ้าง?

แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้อย่างไรบ้างน่ะเหรอคะ? ง่ายมากๆ เลยค่ะ! อย่างแรกเลยคือ “ติดตามข่าวสารจากศูนย์ฯ” ค่ะ ศูนย์ฯ จะมีการอัปเดตข้อมูลข่าวปลอมที่ถูกตรวจสอบแล้ว และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้เราทราบอยู่เสมอ เราสามารถติดตามได้ทั้งทางเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรือช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ ของศูนย์ฯ ค่ะ อย่างที่สองคือ “เมื่อเจอข่าวที่สงสัย ให้รีบแจ้งศูนย์ฯ” ค่ะ ถ้าเราเจอข่าวที่ดูแปลกๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม ก็สามารถส่งข้อมูลไปให้ศูนย์ฯ ตรวจสอบได้เลยนะคะ การแจ้งเบาะแสของเราถือเป็นการช่วยสังคมให้พ้นจากข่าวปลอมได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ แพรวเองก็เคยส่งข่าวที่สงสัยไปให้ศูนย์ฯ ตรวจสอบมาแล้วเหมือนกันค่ะ รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันทำให้สังคมออนไลน์ของเราน่าอยู่และปลอดภัยมากขึ้น การที่เรามีหน่วยงานกลางที่เชื่อถือได้แบบนี้ มันทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลยค่ะ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีที่พึ่งเวลาที่เราไม่รู้ว่าข้อมูลไหนจริงข้อมูลไหนเท็จ

Advertisement

ผลกระทบที่มองไม่เห็น: นอกจากกฎหมายแล้วยังมีอะไรอีก?

가짜뉴스의 법적 대응 사례 - **Prompt 2: Seeking Truth from Official Sources**
    "An adult individual, appearing slightly overw...

ความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์

นอกจากเรื่องของกฎหมายแล้ว แพรวอยากจะบอกว่าการที่เราไปยุ่งเกี่ยวกับข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง การเผยแพร่ หรือแม้แต่การแชร์ต่อเนี่ย มันยังมี “ผลกระทบที่มองไม่เห็น” อีกมากมายเลยนะคะ ที่แพรวว่ามันร้ายแรงไม่แพ้โทษตามกฎหมายเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ “ความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์” ของตัวเราเองค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราเป็นคนหนึ่งที่ชอบแชร์ข่าวปลอมบ่อยๆ หรือเผลอแชร์ข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดไป สุดท้ายแล้วคนรอบข้างจะมองเรายังไง?

เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือแม้แต่ลูกค้าของเรา อาจจะหมดความน่าเชื่อถือในตัวเราไปเลยก็ได้นะคะ แพรวเคยได้ยินเรื่องคนที่ต้องเสียงานดีๆ ไปเพราะภาพลักษณ์ที่ไม่น่าเชื่อถือจากการโพสต์ในโซเชียลมีเดียค่ะ เพราะโลกสมัยนี้ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด แค่ภาพลักษณ์ในโลกออนไลน์ของเราเสีย ก็อาจจะส่งผลกระทบถึงชีวิตจริงได้เลยค่ะ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในสังคมและเศรษฐกิจ

ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเราคนเดียวเท่านั้นนะคะ แต่การแพร่กระจายของข่าวปลอมยังส่งผลกระทบต่อ “ความสัมพันธ์ในสังคม” และ “เศรษฐกิจ” ของประเทศเราอีกด้วยค่ะ อย่างในเรื่องของความสัมพันธ์ในสังคมเนี่ย ข่าวปลอมสามารถสร้างความแตกแยก ความไม่ไว้วางใจระหว่างคนในสังคมได้ง่ายๆ เลยค่ะ บางทีก็ทำให้เกิดการเข้าใจผิด ทะเลาะเบาะแว้งกันในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง หรือทำให้คนบางกลุ่มต้องถูกตีตรา ถูกมองในแง่ลบโดยไม่มีเหตุผลอันควรค่ะ ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจยิ่งน่ากังวลเลยค่ะ อย่างข่าวปลอมเกี่ยวกับการลงทุน หรือข่าวลือเรื่องการระบาดของโรคที่บิดเบือนความจริง ก็สามารถทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วน สร้างความเสียหายต่อภาคธุรกิจ หรือทำให้คนขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยได้เลยนะคะ แพรวเองก็เคยเห็นข่าวลือเกี่ยวกับสินค้าบางอย่างที่ทำให้ธุรกิจเสียหายอย่างหนัก ทั้งๆ ที่สินค้าไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยค่ะ มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากเลยนะคะ ที่แค่ข่าวปลอมไม่กี่บรรทัดสามารถสร้างความเสียหายได้มากมายขนาดนี้

ปกป้องตัวเองและคนที่คุณรัก: สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล

สร้างนิสัยการคิดวิเคราะห์ก่อนเชื่อและแชร์

มาถึงตรงนี้ แพรวอยากชวนทุกคนมา “สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล” ให้กับตัวเองและคนที่เรารักกันค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “สร้างนิสัยการคิดวิเคราะห์” ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์อะไรออกไปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร บทความ หรือแม้แต่รูปภาพที่ดูน่าสนใจ ก็อย่าเพิ่งรีบเชื่อ 100% ทันที ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูสักนิดว่า “นี่จริงเหรอ?”, “มีแหล่งอ้างอิงไหม?”, “น่าเชื่อถือแค่ไหน?” การที่เราฝึกตั้งคำถามและหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เสมอ จะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมได้ง่ายๆ เลยค่ะ แพรวเองก็พยายามสอนน้องๆ ที่บ้านให้รู้จักคิดวิเคราะห์แบบนี้เหมือนกันค่ะ เพราะในโลกออนไลน์มันมีอะไรที่ดูเหมือนจริงไปหมดจนบางทีเราก็แยกแยะไม่ออก การฝึกตัวเองให้เป็นนักสืบเล็กๆ ก่อนจะกดไลก์ กดแชร์เนี่ย เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เลยนะคะ

สอนคนรอบข้างให้รู้เท่าทันโลกออนไลน์

และไม่ใช่แค่ตัวเราเท่านั้นนะคะที่ต้องรู้เท่าทันโลกออนไลน์ แต่เรายังต้องช่วย “สอนคนรอบข้าง” โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือเด็กๆ ที่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานโซเชียลมีเดียให้เข้าใจถึงภัยของข่าวปลอมด้วยค่ะ บางทีคุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายายของเรา ท่านอาจจะได้รับข่าวสารที่ไม่ถูกต้องมาโดยไม่รู้ตัว และเผลอไปแชร์ต่อให้คนอื่น แพรวเองก็เคยเห็นคุณป้าแถวบ้านที่หลงเชื่อข่าวปลอมเกี่ยวกับการลงทุน จนเกือบจะเสียเงินก้อนใหญ่ไปเลยค่ะ ดังนั้น เราในฐานะคนที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ควรจะอธิบายให้ท่านเข้าใจถึงวิธีการตรวจสอบข่าวสาร การสังเกตความผิดปกติของข้อมูล และแนะนำช่องทางที่น่าเชื่อถือในการติดตามข่าวสารค่ะ การที่เราช่วยกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ จะทำให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมานั่งกังวลกับภัยจากข่าวปลอมอีกต่อไปค่ะ

ประเภทของข่าวปลอม ลักษณะทั่วไป กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ตัวอย่าง) โทษสูงสุด (โดยประมาณ)
ข่าวเท็จสร้างความตื่นตระหนก ข้อมูลที่บิดเบือนสถานการณ์ฉุกเฉิน ภัยพิบัติ โรคระบาด ทำให้คนแตกตื่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2) จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข่าวเท็จหมิ่นประมาท การใส่ร้ายผู้อื่นให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท (สำหรับ พ.ร.บ. คอมฯ อาจสูงกว่า)
ข่าวเท็จที่กระทบความมั่นคง/เศรษฐกิจ ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ หรือระบบเศรษฐกิจ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3), 14(5) จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข่าวเท็จที่หลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ การนำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงผู้อื่น เช่น แชร์ข่าวปลอมเกี่ยวกับโครงการลงทุน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) (เข้าข่ายฉ้อโกง) จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Advertisement

อนาคตของโลกออนไลน์: เราจะอยู่ร่วมกับ AI และข่าวปลอมได้อย่างไร?

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทกับการสร้างข่าวสาร

ทุกคนคะ! ตอนนี้เราไม่ได้แค่รับมือกับข่าวปลอมที่คนสร้างขึ้นมาแล้วนะคะ แต่เรายังต้องเผชิญหน้ากับ “ข่าวปลอมที่สร้างโดย AI” อีกด้วยค่ะ แพรวบอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นอะไรที่น่ากังวลมากๆ เพราะเทคโนโลยี AI เนี่ยมีความสามารถในการสร้างเนื้อหา รูปภาพ หรือแม้กระทั่งวิดีโอที่ดูสมจริงมากๆ จนบางทีเราก็แยกไม่ออกเลยว่าอะไรคือของจริงอะไรคือของปลอมค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้า AI สามารถสร้างข่าวปลอมที่มีเนื้อหาซับซ้อนและน่าเชื่อถือได้ง่ายๆ การตรวจสอบก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยค่ะ แพรวเองก็เคยเห็นตัวอย่าง Deepfake ที่เอาใบหน้าของคนดังไปตัดต่อพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด ซึ่งดูสมจริงจนน่าตกใจมากๆ ค่ะ นี่แหละค่ะคือความท้าทายใหม่ที่เราต้องเจอในโลกยุคดิจิทัล และเราทุกคนจะต้องปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันให้ได้นะคะ

แนวทางรับมือข่าวปลอมในยุค AI

แล้วเราจะรับมือกับข่าวปลอมในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทขนาดนี้ได้ยังไงน่ะเหรอคะ? แพรวคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการ “พัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล” ของตัวเราให้ก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีค่ะ เราต้องไม่หยุดเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอค่ะ อย่างแรกเลยคือ “ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ” ค่ะ ตอนนี้ก็เริ่มมี AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยตรวจจับข่าวปลอมหรือ Deepfake แล้วนะคะ เราสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ได้ค่ะ อย่างที่สองคือ “ยึดหลักแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ” เสมอ ไม่ว่าข่าวจะดูสมจริงแค่ไหน ถ้ามาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือก็อย่าเพิ่งรีบปักใจเชื่อค่ะ และสุดท้ายคือ “สร้างชุมชนแห่งการตรวจสอบ” ค่ะ การที่เรามีเพื่อนหรือคนรู้จักที่คอยช่วยกันตรวจสอบและแจ้งเตือนข่าวปลอม จะช่วยให้เราทุกคนปลอดภัยจากภัยเหล่านี้ได้มากขึ้นค่ะ แพรวเชื่อว่าถ้าเราทุกคนช่วยกัน สร้างความตระหนักรู้ และไม่หยุดที่จะเรียนรู้ เราก็จะสามารถท่องโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่แน่นอนค่ะ

ส่งท้ายกันตรงนี้นะคะ

เป็นยังไงบ้างคะทุกคน? แพรวหวังว่าเรื่องราวเกี่ยวกับข่าวปลอมในมุมมองของกฎหมายไทยที่แพรวเอามาฝากในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยนะคะ เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากๆ ในยุคดิจิทัลค่ะ เราทุกคนล้วนต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เราสร้างและเผยแพร่บนโลกออนไลน์ การรู้เท่าทันและเข้าใจกฎหมายไม่ใช่แค่การปกป้องตัวเอง แต่ยังเป็นการช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วยค่ะ แพรวอยากให้ทุกคนลองเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และระมัดระวังกันให้มากขึ้นนะคะ

Advertisement

ข้อมูลน่ารู้ที่เราควรจำให้ขึ้นใจ

1. ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารทุกครั้ง: ก่อนจะเชื่อหรือแชร์อะไรไป ควรเช็กให้แน่ใจก่อนว่าข่าวนั้นมาจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เพจเล็กๆ ที่ไม่มีประวัติการทำงาน หรือใช้ชื่อที่คลุมเครือค่ะ การสละเวลาสักนิดเพื่อตรวจสอบ จะช่วยให้เราปลอดภัยจากการตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมได้อย่างมากเลยค่ะ

2. สังเกตความผิดปกติของเนื้อหาและภาษา: ข่าวปลอมมักจะใช้พาดหัวที่หวือหวาเกินจริง มีคำผิด หรือภาษาที่ดูไม่เป็นทางการ เนื้อหาขาดการอ้างอิงข้อมูลที่ชัดเจน และมักจะกระตุ้นอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง ลองอ่านดีๆ แล้วจะเห็นความแปลกได้ไม่ยากเลยค่ะ

3. ใช้ประโยชน์จากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม: เมื่อเจอข่าวที่สงสัยหรือไม่แน่ใจ สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์หรือช่องทางโซเชียลมีเดียของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยได้เลยนะคะ หรือถ้ามีเบาะแสข่าวปลอมก็สามารถแจ้งไปที่ศูนย์ฯ เพื่อให้ช่วยตรวจสอบได้ค่ะ ถือเป็นการช่วยสังคมของเราให้ปลอดภัยขึ้นด้วยค่ะ

4. อย่ารีบร้อนกดไลก์ กดแชร์: บางทีแค่เรากดส่งต่อโดยไม่ตั้งใจ ก็อาจทำให้เรื่องราวบานปลายและเกิดความเสียหายได้นะคะ ลองหยุดคิดสักนิด ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนเสมอว่า “ข้อมูลนี้จริงหรือไม่” และ “การแชร์ต่อจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง” นี่คือวินัยสำคัญในโลกออนไลน์ค่ะ

5. สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้ตัวเองและคนรอบข้าง: สอนและพูดคุยกับคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือเด็กๆ ให้เข้าใจถึงภัยของข่าวปลอม และวิธีการตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะการป้องกันที่ดีที่สุดคือการสร้างความตระหนักรู้และทักษะการรู้เท่าทันสื่อค่ะ

สิ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ

จากการพูดคุยกันเรื่องข่าวปลอมและกฎหมายในวันนี้ แพรวอยากสรุปให้ทุกคนจำไว้แบบง่ายๆ เลยนะคะว่า “ข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องเล่นๆ” เลยค่ะ เพราะมันมีทั้งกฎหมายคอมพิวเตอร์และประมวลกฎหมายอาญาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับที่รุนแรงมาก และไม่ใช่แค่กฎหมายเท่านั้นที่เราต้องกังวล แต่ความเสียหายต่อชื่อเสียง ความสัมพันธ์ในสังคม และผลกระทบต่อเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่กัดกินชีวิตเราได้อย่างเจ็บปวดเช่นกัน

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการ “ไม่เชื่อ ไม่แชร์ ไม่สร้าง” ข่าวปลอมค่ะ ฝึกตัวเองให้เป็นนักคิดวิเคราะห์ก่อนเสมอ ตรวจสอบแหล่งที่มา สังเกตความผิดปกติของเนื้อหา และใช้ประโยชน์จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่างศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย และที่สำคัญที่สุดคือการ “รับผิดชอบต่อทุกการกระทำบนโลกออนไลน์” ของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการกดไลก์ คอมเมนต์ หรือแชร์ เพราะทุกสิ่งที่เราทำล้วนมีผลตามมาค่ะ แพรวเชื่อว่าถ้าเราทุกคนช่วยกัน สร้างสังคมที่รู้เท่าทันและไม่ยอมให้ข่าวปลอมมาบิดเบือนความจริง เราก็จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยแน่นอนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: กฎหมายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับข่าวปลอมในประเทศไทยคืออะไรบ้างคะ? แล้วมันครอบคลุมเรื่องไหนบ้าง?

ตอบ: อ๋อ เรื่องนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะทุกคน! กฎหมายหลักๆ ที่เราควรรู้และเกี่ยวข้องกับเรื่องข่าวปลอมในบ้านเราเลยก็คือ “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.
2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560″ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ นั่นเองค่ะ โดยเฉพาะมาตรา 14 ที่ระบุว่าใครก็ตามที่นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง จะมีความผิดและต้องรับโทษค่ะ นอกจากนี้ก็ยังมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 เรื่องหมิ่นประมาท และมาตรา 328 เรื่องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยนะคะ ซึ่งอันนี้ก็จะใช้กับข่าวปลอมที่ไปกระทบชื่อเสียงหรือเกียรติยศของคนอื่นค่ะ พูดง่ายๆ คือไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่ๆ อย่างความมั่นคงของประเทศเท่านั้นนะคะ แต่เรื่องเล็กๆ ที่อาจจะดูเหมือนไม่สำคัญอย่างการแชร์ข้อมูลผิดๆ ที่ทำให้คนอื่นเสียหายหรือตื่นตระหนกก็เข้าข่ายได้เหมือนกันค่ะ แพรวเองก็เคยเจอเพื่อนที่เผลอไปแชร์ข่าวลดราคาสินค้าปลอมๆ สุดท้ายร้านค้าตัวจริงเสียหาย เพื่อนก็เกือบโดนฟ้องเลยนะคะ น่ากลัวมากๆ!

ถาม: ถ้าเราเผลอไปกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์ข่าวปลอม จะมีบทลงโทษรุนแรงแค่ไหนคะ?

ตอบ: นี่แหละค่ะประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงที่สุด และแพรวขอบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะคะ! ถ้าเราเผลอไปกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์ข่าวปลอม โดยที่ข้อมูลนั้นเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.
คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (เหมือนที่แพรวเล่าไปเมื่อกี้) เราก็อาจจะต้องรับโทษเหมือนผู้เผยแพร่เลยนะคะ บทลงโทษเนี่ยไม่เบาเลยค่ะ โดยส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว เคยมีกรณีตัวอย่างที่แพรวเห็นมาแล้วว่าแค่แชร์ข่าวลือเกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ โดยไม่ตรวจสอบให้ดี ก็มีคนโดนจับและรับโทษมาแล้วนะคะ ที่สำคัญคือถ้าเราไปแชร์ข้อมูลที่เป็นเท็จเกี่ยวกับสถาบัน หรือข้อมูลที่เป็นการหมิ่นประมาทบุคคลอื่น ก็อาจจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วยค่ะ สรุปง่ายๆ คือคิดก่อนแชร์ คิดก่อนคอมเมนต์เสมอค่ะ เพราะทุกการกระทำบนโลกออนไลน์มีผลทางกฎหมายตามมาได้หมดเลยจริงๆ นะคะ เหมือนที่เขาว่ากันว่า “นิ้วไว ใจต้องนิ่ง” นั่นแหละค่ะ!

ถาม: แล้วถ้าเราเจอข่าวปลอม เราจะตรวจสอบหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ไหนคะ? มีหน่วยงานไหนช่วยเราได้บ้าง?

ตอบ: ดีเลยค่ะคำถามนี้ แพรวคิดว่าทุกคนควรจะรู้ไว้เลยค่ะ! ในประเทศไทยเรามี “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand)” ค่ะ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักเลยที่คอยตรวจสอบและแก้ไขปัญหาข่าวปลอมโดยเฉพาะ ถ้าเราเจอข่าวอะไรที่ดูน่าสงสัย ไม่แน่ใจว่าเป็นจริงไหม หรือคิดว่าเป็นข่าวปลอมแน่ๆ เนี่ย สามารถส่งข้อมูลให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตรวจสอบได้เลยนะคะ วิธีการติดต่อก็ง่ายมากๆ ค่ะ สามารถแจ้งเบาะแสผ่านทางเว็บไซต์ของศูนย์ฯ, เฟซบุ๊กแฟนเพจ, LINE Official Account (@antifakenewscenter) หรือแม้แต่โทรศัพท์สายด่วน 1111 ต่อ 87 ก็ได้ค่ะ แพรวเองก็เคยใช้บริการหลายครั้งแล้วค่ะ รู้สึกอุ่นใจมากๆ ที่มีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือคอยช่วยเรากรองข่าวสารให้ พอทางศูนย์ฯ ตรวจสอบแล้วก็จะแจ้งผลให้เราทราบ และถ้าเป็นข่าวปลอมจริงก็จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับสาธารณะได้รับทราบด้วยค่ะ การที่เราช่วยกันแจ้งเบาะแสก็เหมือนเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยขึ้นนะคะ เพราะถ้าทุกคนช่วยกัน สังคมเราก็จะน่าอยู่มากขึ้นค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement