เจาะลึกกรณีศึกษาข่าวปลอม ผลกระทบที่คุณต้องรู้และวิธีเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล

webmaster

가짜뉴스 관련 사례 연구 - **Prompt:** A dynamic, digitally rendered illustration depicting the rapid spread of misinformation ...

สวัสดีค่ะทุกคน! วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจจะเคยเจอมาบ้างแล้ว นั่นก็คือ ‘ข่าวปลอม’ หรือ ‘เฟคนิวส์’ นั่นเองค่ะ ยิ่งช่วงนี้ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วมาก ๆ ทั้งจากโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ หรือแม้แต่แอปพลิเคชันแชทต่าง ๆ ทำให้บางทีเราก็เผลอไปเชื่อข้อมูลที่ไม่จริงได้ง่าย ๆ เลยใช่ไหมคะจากประสบการณ์ตรงเลยนะคะ บางทีเพื่อนส่งข่าวมาให้ในไลน์ เราก็กดแชร์ต่อทันทีโดยไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อน พอมาเช็กทีหลังถึงได้รู้ว่าอ้าว!

가짜뉴스 관련 사례 연구 관련 이미지 1

นี่มันข่าวปลอมนี่นา รู้สึกแย่เลยค่ะ เพราะเราเองก็ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลผิด ๆ ให้คนอื่นเข้าใจผิดไปด้วยเลยจริง ๆ ค่ะตอนนี้ข่าวปลอมไม่ได้แค่สร้างความสับสนเล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ แต่ยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสังคม เศรษฐกิจ และแม้กระทั่งความมั่นคงของประเทศเลยด้วยซ้ำ มีเคสที่น่าตกใจมากมายเลยค่ะที่ข่าวปลอมไปบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้คนแตกตื่น เสียทรัพย์ หรือแม้กระทั่งทำให้เกิดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นในฐานะที่เราเป็นคนยุคดิจิทัล การรู้เท่าทันและแยกแยะข่าวปลอมได้จึงเป็นทักษะสำคัญที่ทุกคนควรมีเลยค่ะ เพราะถ้าเราไม่ระวัง ข่าวปลอมอาจจะหลอกลวงเราให้หลงเชื่อสิ่งผิด ๆ และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ง่าย ๆ เลยนะคะ เราไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมเลยค่ะยุคนี้เทคโนโลยี AI ก็พัฒนาไปไกลมาก จนสามารถสร้างข่าวปลอมที่ดูแนบเนียนจนแทบแยกไม่ออกเลยก็มีนะคะ ทำให้การตรวจสอบยิ่งยากขึ้นไปอีก แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะวันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงกรณีศึกษาของข่าวปลอมที่น่าสนใจ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพและเข้าใจกลโกงของพวกมันได้ชัดเจนขึ้นค่ะ รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะมีภูมิคุ้มกันในการรับมือกับข่าวสารได้ดีขึ้นแน่นอนค่ะเราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าข่าวปลอมมีรูปแบบไหนบ้างและส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง เพื่อให้เราฉลาดรู้เท่าทันโลกดิจิทัลมากขึ้นนะคะ มาร่วมเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองและคนที่คุณรักจากภัยร้ายของข่าวปลอมไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้กันเลยค่ะ!

ลงไปอ่านรายละเอียดด้านล่างได้เลยค่ะ!

รูปแบบของข่าวปลอมที่เราพบบ่อย

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาเจาะลึกเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราได้โดยไม่รู้ตัว นั่นก็คือ ‘ข่าวปลอม’ หรือ ‘เฟคนิวส์’ นั่นเองค่ะ จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในโลกออนไลน์มานาน ฉันเห็นว่าข่าวปลอมมีรูปแบบที่หลากหลายมากๆ เลยนะคะ บางทีก็มาในลักษณะที่ดูน่าเชื่อถือจนเราเกือบจะหลงเชื่อไปแล้ว แต่บางทีก็มาแบบเห็นชัดๆ เลยว่านี่มันไม่ใช่เรื่องจริงแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนหลงเชื่ออยู่ดีค่ะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน อาจจะตกเป็นเหยื่อของคนไม่หวังดีได้ง่ายๆ เลยนะ และในฐานะที่เราเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกดิจิทัล การเข้าใจถึงกลอุบายและรูปแบบของข่าวปลอมต่างๆ ก็เหมือนกับการสร้างเกราะป้องกันตัวเองค่ะ เพราะข่าวปลอมไม่ได้แค่สร้างความสับสน แต่ยังสามารถสร้างความเสียหายได้จริงๆ ทั้งต่อตัวเรา ครอบครัว และสังคมโดยรวมเลยนะคะ ฉันเองก็เคยพลาดแชร์ข่าวที่เพื่อนส่งมาให้แบบไม่ได้ตรวจสอบ พอรู้ทีหลังก็รู้สึกเสียใจจริงๆ ค่ะ ที่ไปเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นการเรียนรู้เรื่องนี้จึงสำคัญมากๆ เลยค่ะ

ข่าวลวงที่จงใจสร้างขึ้นมาหลอกลวง

อันดับแรกที่เรามักจะเจอกันบ่อยๆ เลยก็คือ ข่าวลวงที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างจงใจเพื่อหลอกลวงโดยเฉพาะค่ะ พวกนี้มักจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกระแสให้คนมาสนใจ การทำให้คนตกใจกลัว เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย หรือแม้กระทั่งเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน เช่น การหลอกให้คนคลิกลิงก์เข้าไปดูโฆษณาต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ค่ะ ลองนึกภาพดูนะคะว่า บางทีเราเห็นพาดหัวข่าวที่มันหวือหวามากๆ จนอดใจไม่ไหวที่จะคลิกเข้าไปดู พอเข้าไปแล้วก็พบว่าเนื้อหามันไม่ตรงกับพาดหัวเลย หรือบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ไม่จริงเลยแม้แต่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วข่าวประเภทนี้จะถูกสร้างขึ้นมาโดยบุคคลหรือกลุ่มคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ได้สนใจว่าจะเกิดผลกระทบอะไรตามมา ขอแค่ให้ได้ตามเป้าหมายของตัวเองก็พอแล้ว ฉันเองก็เคยเห็นข่าวลักษณะนี้ระบาดหนักในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น ช่วงเลือกตั้ง หรือช่วงที่มีภัยพิบัติธรรมชาติ ผู้สร้างข่าวปลอมเหล่านี้มักจะใช้ประโยชน์จากความกังวลหรือความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนเพื่อกระจายข้อมูลเท็จออกไปอย่างรวดเร็วค่ะ

ข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน

อีกรูปแบบหนึ่งที่ร้ายกาจไม่แพ้กัน และอาจจะจับผิดได้ยากกว่าด้วยซ้ำ ก็คือ ข่าวที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนค่ะ คือมันไม่ได้เป็นข่าวปลอมทั้งหมดซะทีเดียว แต่มีการนำข้อมูลจริงบางส่วนมาผสมกับข้อมูลเท็จ หรือมีการตัดต่อ ดัดแปลง เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเพื่อสนับสนุนมุมมองใดมุมมองหนึ่งค่ะ ประเภทนี้แหละค่ะที่ทำให้คนหลงเชื่อได้ง่ายที่สุด เพราะมีพื้นฐานมาจากความเป็นจริงอยู่บ้าง ทำให้เราไม่ทันได้เอะใจที่จะตรวจสอบให้ละเอียด ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเราเห็นข่าวที่เอาภาพจริงมาประกอบ แต่ใส่แคปชั่นหรือเนื้อหาที่บิดเบือนความจริงไปนิดหน่อย มันก็จะดูน่าเชื่อถือขึ้นมาทันทีเลยใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยตกเป็นเหยื่อของข่าวประเภทนี้มาแล้วค่ะ ตอนนั้นมีข่าวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพตัวหนึ่งที่อ้างสรรพคุณเกินจริง โดยมีการอ้างอิงถึงนักวิจัยท่านหนึ่งที่ทำงานวิจัยจริง แต่บิดเบือนผลวิจัยไปในทางที่เกินจริง ทำให้คนจำนวนมากหลงเชื่อและซื้อผลิตภัณฑ์นั้นไปใช้ สุดท้ายก็ไม่ได้ผลตามที่โฆษณาไว้ แถมยังเสียเงินไปเปล่าๆ อีกด้วยค่ะ การรับมือกับข่าวประเภทนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างลึกซึ้งมากๆ เลยทีเดียว

ทำไมข่าวปลอมถึงแพร่กระจายเร็วอย่างน่าตกใจ

ถ้าถามว่าทำไมข่าวปลอมถึงแพร่กระจายได้เร็วขนาดนี้? จากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกออนไลน์มาหลายปี ฉันบอกได้เลยว่ามันมีหลายปัจจัยมากๆ เลยค่ะ ไม่ใช่แค่เพราะคนไม่คิดจะตรวจสอบเท่านั้น แต่ยังมีกลไกบางอย่างที่ทำให้ข่าวปลอมพวกนี้ไปถึงคนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายกว่าที่คิด ทั้งๆ ที่บางครั้งเนื้อหาดูก็รู้ว่าไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ยังถูกส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เลยนะคะ สิ่งเหล่านี้มันน่าตกใจมากๆ สำหรับฉันในฐานะคนที่อยากให้ทุกคนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องค่ะ ลองจินตนาการดูสิคะว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลเข้ามาหาเราตลอดเวลา การจะหยุดคิดและตรวจสอบทุกเรื่องมันยากแค่ไหน บางทีเราก็แค่ไถฟีดไปเรื่อยๆ แล้วก็เผลอกดแชร์ไปโดยไม่รู้ตัว เพราะเราอาจจะรู้สึกร่วมกับข่าวนั้นๆ หรือคิดว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น ซึ่งนี่แหละค่ะคือจุดที่ข่าวปลอมมักจะใช้ประโยชน์จากเราได้ง่ายที่สุด

อารมณ์และความรู้สึกเป็นตัวเร่งสำคัญ

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ฉันสังเกตเห็นเลยก็คือ ‘อารมณ์และความรู้สึก’ ของผู้คนนี่แหละค่ะ ข่าวปลอมส่วนใหญ่มักจะถูกออกแบบมาให้กระตุ้นอารมณ์ของเรามากๆ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความกลัว ความตื่นเต้น หรือแม้กระทั่งความสงสารค่ะ ลองคิดดูนะคะว่าเวลาเราเห็นข่าวที่ทำให้เรารู้สึกโกรธจัด หรือเห็นอะไรที่น่ากลัวมากๆ เรามักจะมีแนวโน้มที่จะรีบส่งต่อให้เพื่อนๆ หรือคนรู้จัก เพื่อเป็นการเตือนภัย หรือเพื่อแสดงออกถึงความรู้สึกของเราใช่ไหมคะ ฉันเองก็เคยเป็นค่ะ เห็นอะไรที่ดูไม่ยุติธรรมก็อยากจะแชร์ให้คนอื่นรับรู้เพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งนี่แหละค่ะคือกับดักของข่าวปลอม เพราะเมื่ออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล การตรวจสอบข้อมูลก็มักจะถูกละเลยไปโดยปริยาย ยิ่งข่าวไหนที่เล่นกับความเชื่อ ความศรัทธา หรือประเด็นอ่อนไหวทางสังคม ยิ่งแพร่กระจายได้เร็วมากๆ เลยค่ะ เพราะผู้คนจะรู้สึกผูกพันทางอารมณ์กับเนื้อหานั้นๆ จนไม่ทันได้คิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบค่ะ

โซเชียลมีเดียกับความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ‘โซเชียลมีเดีย’ เป็นช่องทางหลักที่ทำให้ข่าวปลอมแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อนค่ะ ด้วยธรรมชาติของแพลตฟอร์มเหล่านี้ที่ออกแบบมาให้เราสามารถแชร์ข้อมูลได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ทำให้ข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง ก็สามารถไปถึงคนจำนวนมหาศาลได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียก็มักจะแสดงเนื้อหาที่เราสนใจ หรือเนื้อหาที่มีคนแชร์เยอะๆ ขึ้นมาให้เราเห็นก่อน ซึ่งบางครั้งเนื้อหาเหล่านั้นก็เป็นข่าวปลอมนี่แหละค่ะ ฉันเองก็เคยสังเกตเห็นว่าข่าวปลอมบางเรื่องเริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆ ในแอปพลิเคชันแชท แล้วก็ค่อยๆ ถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นไวรัลในเฟซบุ๊กหรือไลน์กรุ๊ปต่างๆ และด้วยความที่มันไปเร็วมาก การจะตามไปแก้ไขหรือชี้แจงความจริงก็ทำได้ยากมากๆ เลยค่ะ กว่าจะตามไปแก้ ข่าวปลอมก็สร้างความเสียหายไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การรู้เท่าทันโซเชียลมีเดียและข่าวสารบนนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในยุคสมัยนี้ค่ะ

Advertisement

ผลกระทบที่แท้จริงจากข่าวปลอมต่อตัวเราและสังคม

พอพูดถึงผลกระทบของข่าวปลอม หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สร้างความรำคาญใจ แต่จากประสบการณ์ที่ฉันได้ติดตามข่าวสารและเรื่องราวต่างๆ มา ต้องบอกเลยว่าผลกระทบของข่าวปลอมมันร้ายแรงกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ ไม่ใช่แค่ทำให้เราสับสน แต่ยังสามารถสร้างความเสียหายได้จริงๆ ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคมวงกว้างเลยนะคะ มันเหมือนกับเชื้อโรคที่มองไม่เห็น แต่ค่อยๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมลงไปเรื่อยๆ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากๆ เลยค่ะ เพราะถ้าเราปล่อยให้ข่าวปลอมระบาดหนักเข้า สังคมของเราก็อาจจะเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจกัน และอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นได้ค่ะ ฉันเองเคยเห็นคนใกล้ตัวต้องตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมทางการเงิน จนทำให้เสียทรัพย์ไปจำนวนมาก มันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจจริงๆ ค่ะ ที่ความไม่รู้เท่าทันของเราไปเปิดช่องให้คนไม่ดีเข้ามาหาประโยชน์ได้ง่ายๆ

ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการเงินส่วนบุคคล

สำหรับผลกระทบต่อตัวเราเอง สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือเรื่องของ ‘สุขภาพจิต’ และ ‘การเงินส่วนบุคคล’ นี่แหละค่ะ ข่าวปลอมหลายเรื่องมักจะทำให้เราเกิดความวิตกกังวล ความกลัว หรือแม้กระทั่งความเครียดโดยไม่จำเป็น ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราอ่านข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคระบาด หรือภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น เราก็อาจจะเกิดความตื่นตระหนกและวิตกกังวลจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ค่ะ ฉันเองเคยอ่านข่าวปลอมเกี่ยวกับการขาดแคลนสินค้าในช่วงโควิด ทำให้รีบออกไปกักตุนของโดยไม่จำเป็น สุดท้ายก็ต้องเสียเงินไปกับการซื้อของที่ไม่ได้ใช้หมด และยังสร้างความเครียดให้ตัวเองอีกด้วยค่ะ ส่วนผลกระทบทางการเงินก็มีให้เห็นบ่อยมากๆ เช่น ข่าวปลอมเกี่ยวกับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือข่าวหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อและสูญเสียเงินเก็บไปทั้งชีวิตจากข่าวปลอมพวกนี้ ฉันไม่อยากให้ใครต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เลยจริงๆ ค่ะ การปกป้องตัวเองจากข่าวปลอมจึงเป็นเรื่องของการปกป้องทั้งจิตใจและทรัพย์สินของเราเองด้วย

บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพทางสังคม

ในระดับสังคมแล้ว ข่าวปลอมมีฤทธิ์เดชในการ ‘บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ’ และ ‘เสถียรภาพทางสังคม’ อย่างร้ายแรงเลยค่ะ เมื่อคนจำนวนมากเชื่อข่าวปลอมที่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ หรือสาธารณสุข มันจะส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจในสถาบันต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หรือแม้กระทั่งสื่อหลักเองก็อาจจะถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือไปด้วยค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าถ้ามีข่าวปลอมเรื่องหนึ่งระบาดหนัก และคนส่วนใหญ่เชื่อเรื่องนั้นโดยไม่ได้ตรวจสอบ มันก็จะสร้างความแตกแยกทางความคิดในสังคมได้ง่ายๆ เลยค่ะ ฉันเองเคยเห็นเหตุการณ์ที่ข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีนทำให้คนบางกลุ่มปฏิเสธการฉีดวัคซีน จนส่งผลกระทบต่อการควบคุมโรคระบาดโดยรวมของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ ค่ะ นอกจากนี้ ข่าวปลอมยังสามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ความเกลียดชังระหว่างกลุ่มคนต่างๆ ในสังคมได้อีกด้วยค่ะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมของเราค่ะ

เคล็ดลับง่ายๆ ในการตรวจสอบข่าวปลอมด้วยตัวเอง

มาถึงหัวข้อสำคัญที่ทุกคนรอคอยกันแล้วค่ะ! หลังจากที่เราได้รู้ถึงรูปแบบและผลกระทบของข่าวปลอมกันไปแล้ว สิ่งที่เราจะทำต่อไปคือการสร้างเกราะป้องกันให้กับตัวเองค่ะ และวิธีการที่ดีที่สุดก็คือการเรียนรู้ที่จะ ‘ตรวจสอบข่าวปลอมด้วยตัวเอง’ นี่แหละค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่ามันยากหรือซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วมันมีเคล็ดลับง่ายๆ ที่เราสามารถทำตามได้เลยนะคะ ไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็สามารถทำได้ค่ะ แค่เรามีสติและสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัวสักนิดหน่อย ก็จะช่วยให้เราแยกแยะข่าวจริงออกจากข่าวปลอมได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ ฉันเองก็ใช้หลักการเหล่านี้ในการคัดกรองข่าวสารที่ผ่านตามาตลอด และรู้สึกว่ามันช่วยให้ฉันไม่ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้มากเลยค่ะ ลองทำตามกันดูนะคะ รับรองว่าชีวิตในโลกออนไลน์ของคุณจะปลอดภัยและสบายใจขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ การเป็นผู้บริโภคข้อมูลที่ฉลาดคือการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเองค่ะ

การสังเกตแหล่งที่มาและรูปแบบการเขียน

สิ่งแรกที่เราควรทำเลยก็คือ ‘สังเกตแหล่งที่มา’ ของข่าวนั้นๆ ค่ะ ลองถามตัวเองว่าข่าวนั้นมาจากไหน? เป็นเว็บไซต์ข่าวที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือหรือไม่? หรือเป็นเพียงแค่เพจเฟซบุ๊กที่ไม่รู้จัก? ถ้าเป็นข่าวที่มาจากสำนักข่าวใหญ่ๆ ที่เราคุ้นเคย อย่างน้อยก็พอจะวางใจได้ในระดับหนึ่งค่ะ แต่ถ้ามาจากแหล่งที่ไม่คุ้นเคย หรือเป็นเว็บไซต์ที่มีชื่อแปลกๆ หรือสะกดผิดบ่อยๆ อันนี้ต้องระวังเป็นพิเศษเลยนะคะ นอกจากแหล่งที่มาแล้ว ให้สังเกต ‘รูปแบบการเขียน’ ด้วยค่ะ ข่าวปลอมมักจะมีพาดหัวที่หวือหวาเกินจริง ใช้คำพูดที่กระตุ้นอารมณ์มากๆ หรือมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์และการสะกดคำเยอะแยะไปหมด บางทีก็ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งประโยคเพื่อเน้นความรู้สึก ลองสังเกตดีๆ นะคะว่าภาษามันดูเป็นทางการและน่าเชื่อถือหรือไม่ ฉันเองจะระวังเป็นพิเศษกับข่าวที่ใช้ภาษาแบบปลุกปั่น หรือมีเนื้อหาที่ต้องการให้เราเชื่อในทันที โดยไม่มีการอ้างอิงข้อมูลหรือแหล่งที่มาที่ชัดเจนค่ะ พวกนี้แหละค่ะคือสัญญาณอันตราย

ใช้เครื่องมือและเว็บไซต์ช่วยตรวจสอบ

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ เราโชคดีที่มี ‘เครื่องมือและเว็บไซต์’ จำนวนมากที่ช่วยให้เราตรวจสอบข่าวปลอมได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking websites) ที่รวบรวมข้อมูลข่าวปลอมที่เคยถูกเผยแพร่ หรือเว็บไซต์ที่ให้เราอัปโหลดรูปภาพเพื่อค้นหาว่าภาพนั้นเคยถูกใช้ที่ไหนมาก่อน หรือถูกตัดต่อมาหรือไม่ ลองใช้ Google Reverse Image Search ดูก็ได้ค่ะ มันมีประโยชน์มากๆ เลยนะคะ นอกจากนี้ ยังมีเพจหรือหน่วยงานต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวปลอมโดยเฉพาะ เช่น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ของประเทศไทย ที่เราสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูล หรือแจ้งเบาะแสข่าวปลอมได้เลยค่ะ ฉันเองก็ใช้เครื่องมือเหล่านี้เป็นประจำค่ะ เวลาเจอข่าวอะไรที่ดูแปลกๆ ก็จะลองเอาไปค้นหาดูว่ามีใครเคยตรวจสอบแล้วบ้าง หรือมีข้อมูลจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะได้คำตอบที่ชัดเจนและช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรจะเชื่อหรือแชร์ต่อหรือไม่ค่ะ การรู้จักใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราเป็นผู้บริโภคข่าวสารที่ฉลาดขึ้นได้มากเลยทีเดียว

คุณสมบัติ ข่าวจริงที่น่าเชื่อถือ ข่าวปลอมที่ควรระวัง
แหล่งที่มา ชัดเจน, มีชื่อเสียง, ตรวจสอบได้ คลุมเครือ, ไม่รู้จัก, ไม่ระบุผู้เขียน
เนื้อหา เป็นกลาง, มีข้อมูลสนับสนุน, อ้างอิงแหล่งที่มา สร้างความตกใจ, มีอคติสูง, ไม่มีหลักฐาน
ภาพ/วิดีโอ เกี่ยวข้องกับเนื้อหา, ไม่ถูกตัดต่อ, มีที่มา ไม่เกี่ยวข้อง, ตัดต่อ, รูปเก่าเล่าใหม่
ภาษา ถูกต้องตามหลักภาษา, เป็นทางการ สะกดผิดบ่อย, ใช้คำรุนแรง, ชวนให้เชื่อทันที
Advertisement

กรณีศึกษาข่าวปลอมที่เคยสร้างความปั่นป่วนในสังคมไทย

เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าข่าวปลอมมันร้ายกาจขนาดไหน วันนี้ฉันจะขอหยิบยก ‘กรณีศึกษาข่าวปลอม’ ที่เคยสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคมไทยจริงๆ มาเล่าให้ฟังกันค่ะ จากประสบการณ์ที่ฉันคลุกคลีในแวดวงข่าวสารมานาน ก็ได้เห็นข่าวปลอมหลายรูปแบบที่เคยสร้างความเข้าใจผิด สร้างความตื่นตระหนก และบางครั้งก็สร้างความเสียหายให้กับผู้คนจริงๆ เลยนะคะ มันน่าตกใจตรงที่ว่าบางเรื่องที่เราคิดว่าไม่น่ามีใครเชื่อ ก็ยังมีคนหลงเชื่อและส่งต่อกันไปเป็นวงกว้างค่ะ ซึ่งนั่นยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่เราทุกคนจะต้องรู้เท่าทันและมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารให้มากที่สุดค่ะ ลองมาดูกันค่ะว่ามีข่าวปลอมเรื่องไหนบ้างที่เคยทำเอาสังคมไทยปั่นป่วน จนเราต้องมาเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกนะคะ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอค่ะ

ข่าวลือทางสุขภาพที่ทำให้คนแตกตื่น

หนึ่งในประเภทข่าวปลอมที่เราเห็นบ่อยและมักจะสร้างความตื่นตระหนกได้ง่ายที่สุดก็คือ ‘ข่าวลือทางสุขภาพ’ นี่แหละค่ะ ยกตัวอย่างเช่นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราจะเห็นข่าวปลอมเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคที่ไม่เป็นความจริง หรือข่าวเกี่ยวกับวัคซีนที่บิดเบือนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากค่ะ ฉันเองก็เคยเห็นข่าวลือที่บอกว่าการดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อไวรัสได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นความจริงตามหลักการแพทย์ค่ะ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่หลงเชื่อและทำตาม จนอาจทำให้ละเลยวิธีการป้องกันตัวเองที่ถูกต้องไปได้ค่ะ หรือข่าวปลอมที่เคยดังมากๆ อีกเรื่องก็คือเรื่องของการอ้างว่ามีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดสามารถรักษาโรคร้ายแรงได้อย่างมหัศจรรย์ โดยมีการนำภาพและคำพูดของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญมาตัดต่อบิดเบือน ทำให้คนป่วยหรือญาติที่กำลังสิ้นหวังหลงเชื่อและทุ่มเงินไปกับการซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้เสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้องอีกด้วยค่ะ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ฉันรู้สึกสะเทือนใจมากจริงๆ ค่ะ เพราะมันเล่นกับความหวังของผู้คน

ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจ

นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ‘ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจ’ ก็เป็นอีกประเภทที่สร้างความปั่นป่วนได้ไม่แพ้กันค่ะ โดยเฉพาะในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญๆ เช่น การเลือกตั้ง หรือช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน เราจะเห็นข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หรือเพื่อสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลค่ะ ฉันเองเคยเห็นข่าวปลอมที่บิดเบือนตัวเลขทางเศรษฐกิจ หรือข่าวลือเกี่ยวกับการขึ้นภาษีที่ไม่มีมูลความจริง ทำให้ประชาชนบางส่วนเกิดความกังวลและไม่พอใจโดยไม่จำเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล และยังสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองได้อีกด้วยค่ะ หรืออีกเคสที่เคยเจอคือข่าวปลอมเกี่ยวกับการลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงลิบลิ่วในเวลาอันสั้น ซึ่งจริงๆ แล้วคือการหลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่ แต่ด้วยความที่มันดูน่าสนใจและสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้กับคนจำนวนมาก ทำให้มีคนหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อสูญเสียเงินทองไปจำนวนมากค่ะ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าข่าวปลอมไม่ได้แค่สร้างความสับสน แต่ยังสามารถสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

가짜뉴스 관련 사례 연구 관련 이미지 2

AI กับการสร้างและตรวจจับข่าวปลอม: ดาบสองคม

ในยุคที่เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ฉันคิดว่าเราไม่ควรมองข้ามเรื่องของ ‘AI กับข่าวปลอม’ เลยนะคะ เพราะมันเหมือนกับดาบสองคมจริงๆ ค่ะ ด้านหนึ่ง AI สามารถเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างข่าวปลอมที่แนบเนียนจนแทบแยกไม่ออก แต่ในอีกด้านหนึ่ง AI ก็มีศักยภาพที่จะเป็นผู้ช่วยชั้นดีในการตรวจจับและต่อสู้กับข่าวปลอมเหล่านี้ได้เช่นกันค่ะ จากประสบการณ์ที่ฉันติดตามเทคโนโลยีมาตลอด ฉันเห็นว่าความก้าวหน้าของ AI มันน่าทึ่งมากๆ เลยนะคะ จนบางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด มันจะสร้างความเสียหายได้มากขนาดไหน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเรานำมาใช้ในทางที่ถูก ก็จะเกิดประโยชน์มหาศาลค่ะ เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจทั้งสองด้านของเหรียญนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ค่ะ เพื่อที่เราจะได้เตรียมรับมือกับทั้งโอกาสและความท้าทายที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI อย่างรอบด้าน

เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องมือสร้างข่าวปลอมสุดแนบเนียน

เราต้องยอมรับว่า ‘AI มีความสามารถในการสร้างสรรค์เนื้อหา’ ได้อย่างน่าทึ่งมากๆ ค่ะ และความสามารถนี้เองที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดในการสร้างข่าวปลอมที่แนบเนียนจนคนธรรมดาอย่างเราๆ แทบแยกไม่ออกเลยนะคะ ลองนึกภาพ Deepfake ที่สามารถสร้างวิดีโอของบุคคลให้พูดในสิ่งที่ไม่เคยพูดได้ หรือ AI ที่สามารถเขียนบทความข่าวที่ดูเหมือนเขียนโดยมนุษย์จริงๆ ด้วยสำนวนภาษาที่เป๊ะเว่อร์ ซึ่งเมื่อก่อนการสร้างข่าวปลอมต้องใช้คนจำนวนมากและใช้เวลานาน แต่ตอนนี้ AI สามารถทำได้ภายในเวลาอันสั้นและมีคุณภาพที่สูงมากๆ ค่ะ ฉันเคยเห็นข่าวปลอมที่สร้างโดย AI แล้วถึงกับอึ้งไปเลยนะคะ เพราะมันดูสมจริงมาก ทั้งภาพ เสียง และเนื้อหา จนแทบไม่มีจุดสังเกตเลยว่านี่คือสิ่งที่ AI สร้างขึ้นมา ไม่ใช่คนจริงที่พูดหรือเขียนขึ้นมาเองค่ะ ความสามารถของ AI ในการสร้างเนื้อหาปลอมเหล่านี้กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การตรวจสอบด้วยตาเปล่าของเรานั้นยากขึ้นเรื่อยๆ เลยทีเดียว ซึ่งนี่คือความท้าทายที่เราทุกคนต้องเผชิญหน้าในยุคดิจิทัลค่ะ

ศักยภาพของ AI ในการช่วยเราต่อสู้กับข่าวปลอม

แต่ก็อย่างที่บอกไปค่ะว่า AI ไม่ได้มีแต่ด้านมืดเท่านั้น ‘AI ยังมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่ในการช่วยเราต่อสู้กับข่าวปลอม’ ได้อีกด้วยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าในเมื่อ AI สามารถสร้างข่าวปลอมได้ มันก็ควรจะมีความสามารถในการตรวจจับข่าวปลอมได้เหมือนกันใช่ไหมคะ ตอนนี้มีนักวิจัยและบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งกำลังพัฒนา AI เพื่อเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) โดยเฉพาะค่ะ AI สามารถวิเคราะห์รูปแบบภาษาที่ผิดปกติ ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลกับแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือแม้กระทั่งวิเคราะห์ภาพและวิดีโอเพื่อหาจุดที่ถูกตัดต่อดัดแปลงได้เร็วกว่ามนุษย์หลายเท่าตัวค่ะ ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับความเป็นไปได้เหล่านี้มากๆ เลยนะคะ เพราะถ้า AI สามารถช่วยคัดกรองข่าวปลอมได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่มันจะแพร่กระจายไปในวงกว้าง ก็จะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายลงได้เยอะเลยค่ะ การที่ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับข่าวปลอมนี้ ถือเป็นความหวังใหม่ที่เราจะต้องจับตามองและสนับสนุนให้มีการพัฒนาต่อไป เพื่อที่เราจะได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ในการสร้างสังคมข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้นค่ะ

Advertisement

เราจะร่วมสร้างสังคมปลอดข่าวปลอมได้อย่างไร

หลังจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับข่าวปลอมในแง่มุมต่างๆ กันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ผลกระทบ หรือแม้กระทั่งบทบาทของ AI ฉันเชื่อว่าทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันแล้วนะคะว่า ‘การร่วมมือกันสร้างสังคมปลอดข่าวปลอม’ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันค่ะ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราทุกคนเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้รับสาร ผู้ส่งสาร หรือแม้แต่ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มต่างๆ ค่ะ ถ้าเราต่างคนต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก็เชื่อว่าจะสามารถลดปัญหาข่าวปลอมลงไปได้เยอะเลยนะคะ ฉันเองก็อยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยค่ะ การเริ่มต้นจากตัวเราเองคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ เพราะทุกการกระทำของเราในโลกออนไลน์ ล้วนมีผลกระทบต่อผู้อื่นเสมอ ลองมาดูกันค่ะว่าเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น

เริ่มต้นที่ตัวเรา: ฉุกคิดก่อนแชร์

สิ่งแรกและสำคัญที่สุดที่เราทุกคนสามารถทำได้เลยก็คือ ‘เริ่มต้นที่ตัวเราเอง’ ค่ะ หรือจะเรียกว่า ‘ฉุกคิดก่อนแชร์’ ก็ได้ค่ะ ก่อนที่เราจะกดไลก์ คอมเมนต์ หรือแชร์ข้อมูลอะไรออกไป ลองใช้เวลาสักนิด ทบทวนดูสักหน่อยว่าข้อมูลนั้นๆ น่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน มีแหล่งที่มาที่ชัดเจนหรือไม่ หรือมีอะไรที่ดูผิดปกติไปบ้างหรือเปล่าค่ะ ฉันเองจะฝึกตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “ข่าวนี้จริงเหรอ?” “มาจากไหน?” “มีหลักฐานยืนยันไหม?” ถ้ามีข้อสงสัยแม้แต่นิดเดียว ฉันจะไม่แชร์ออกไปเลยค่ะ เพราะการแชร์ข่าวปลอมออกไป แม้จะโดยไม่ตั้งใจ ก็เท่ากับการเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ให้กับผู้อื่นนะคะ ยิ่งเราเป็นคนที่มีเพื่อนหรือผู้ติดตามเยอะ การกระทำของเราก็ยิ่งส่งผลกระทบในวงกว้างค่ะ เพราะฉะนั้นการฝึกให้ตัวเองเป็นคนที่มีสติและมีวิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารเป็นประจำ จะช่วยให้เราปลอดภัยจากข่าวปลอมได้มากที่สุดค่ะ และยังเป็นการสร้างพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตที่ดีให้กับคนรอบข้างด้วยค่ะ

ส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความตระหนักรู้

นอกจากการเริ่มต้นที่ตัวเองแล้ว ‘การส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความตระหนักรู้’ ให้กับคนรอบข้างก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ เราสามารถแบ่งปันความรู้และเคล็ดลับในการตรวจสอบข่าวปลอมให้กับเพื่อนๆ ครอบครัว หรือแม้แต่คนรู้จักได้เลยนะคะ ลองเล่าประสบการณ์ที่เราเคยเจอมา หรือชี้ให้เห็นถึงอันตรายของข่าวปลอมในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเห็นความสำคัญของการรู้เท่าทันข้อมูลค่ะ ยิ่งมีการพูดคุยเรื่องนี้กันบ่อยๆ ในสังคม ก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับทุกคนได้ค่ะ นอกจากนี้ การสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมอบรม การแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ หรือการสนับสนุนสื่อที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นได้ทั้งนั้นค่ะ ฉันเชื่อว่าถ้าเราทุกคนช่วยกัน สร้างความตระหนักรู้ และเป็นหูเป็นตาให้กันและกัน สังคมของเราก็จะเข้มแข็งพอที่จะรับมือกับภัยคุกคามจากข่าวปลอมได้อย่างแน่นอนค่ะ มาช่วยกันสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องกันนะคะทุกคน!

글을마치며

ในที่สุดเราก็ได้เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของบทความนี้แล้วนะคะ ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลและประสบการณ์ที่ได้แบ่งปันไปในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนไม่มากก็น้อยค่ะ การรู้เท่าทันข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ แค่เราเริ่มต้นจากตัวเราเอง ด้วยการฉุกคิดสักนิด ตรวจสอบสักหน่อยก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ ออกไป ฉันเชื่อว่าพลังเล็กๆ จากพวกเราทุกคนสามารถรวมกันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างสังคมข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือได้แน่นอนค่ะ มาช่วยกันสร้างเกราะป้องกันตัวเองและคนที่คุณรักจากภัยเงียบที่ชื่อว่า “ข่าวปลอม” กันนะคะ เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขค่ะ

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. ตั้งสติและใช้เหตุผลเสมอ: เมื่อเจอข่าวที่กระตุ้นอารมณ์มากๆ ให้หยุดคิดและวิเคราะห์ก่อนเสมอ อย่าเพิ่งรีบเชื่อหรือตัดสินใจ

2. ตรวจสอบแหล่งที่มา: หากข่าวมาจากแหล่งที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่ระบุผู้เขียน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นข่าวปลอมและทำการตรวจสอบเพิ่มเติม

3. สังเกตรูปแบบการเขียน: ข่าวปลอมมักมีภาษาที่หวือหวา คำสะกดผิดบ่อย หรือใช้ตัวพิมพ์ใหญ่เพื่อดึงดูดความสนใจ หากเจอสิ่งเหล่านี้ ให้ระมัดระวัง

4. ใช้เครื่องมือช่วยตรวจสอบ: ใช้ Google Search หรือเว็บไซต์ Fact-checking ต่างๆ เช่น ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เพื่อค้นหาข้อมูลยืนยันหรือดูว่ามีใครเคยตรวจสอบข่าวนั้นแล้วบ้าง

5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากเป็นข่าวเกี่ยวกับสุขภาพหรือเรื่องซับซ้อนอื่นๆ ที่คุณไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ โดยตรง

중요 사항 정리

เพื่อนๆ คะ จำไว้เสมอว่าข่าวปลอมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน แต่มันสามารถสร้างความเสียหายได้จริงทั้งต่อสุขภาพจิต การเงิน และความมั่นคงของสังคมโดยรวมเลยนะคะ การเข้าใจรูปแบบและกลไกการแพร่กระจายของข่าวปลอม จะช่วยให้เรามีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ฝึกเป็นคนช่างสังเกต ช่างตั้งคำถาม และไม่รีบเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยไม่ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนค่ะ การร่วมมือกันของพวกเราทุกคนในการส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความตระหนักรู้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่ปราศจากข่าวปลอม เพื่ออนาคตที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือนะคะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ข่าวปลอมคืออะไรกันแน่ แล้วมันต่างจากข้อมูลที่เข้าใจผิดทั่วไปยังไงคะ

ตอบ: สวัสดีค่ะ! เรื่องนี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยจริง ๆ เลยนะคะ จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง ข่าวปลอมเนี่ยไม่ใช่แค่ “ข่าวที่ไม่จริง” ทั่วไป แต่มันคือข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างจงใจเพื่อหลอกลวงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงค่ะ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือมันมักจะถูกออกแบบมาให้ดูน่าเชื่อถือมาก ๆ ทำให้เราเผลอไปเชื่อได้ง่ายดายเลยความต่างที่สำคัญคือ “เจตนา” ค่ะ ถ้าเป็นข้อมูลที่เข้าใจผิด (Misinformation) อาจจะเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่ได้ตั้งใจให้คนอื่นเข้าใจผิด แต่ถ้าเป็นข่าวปลอม (Disinformation) นี่คือการตั้งใจปล่อยข่าวเท็จเลยค่ะ เพื่อหวังผลบางอย่าง เช่น ทำให้คนตื่นตระหนก, เสียทรัพย์, เกลียดชังกัน หรือแม้แต่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ยิ่งช่วงนี้มีข่าวปลอมเกี่ยวกับสุขภาพและการลงทุนเยอะมาก ๆ เลยนะคะ ทำให้ฉันรู้สึกเป็นห่วงทุกคนมาก เพราะมันเล่นกับความกลัวและความหวังของเราได้ง่ายมาก ๆ เลยค่ะ

ถาม: แล้วคนธรรมดาอย่างเรา ๆ จะมีวิธีสังเกตหรือตรวจสอบข่าวปลอมง่าย ๆ ได้ยังไงบ้างคะ

ตอบ: ฉันเข้าใจเลยค่ะว่าบางทีข้อมูลมันเยอะจนตาลายไปหมด แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะฉันมีเทคนิคง่าย ๆ ที่ใช้เองแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีมาแบ่งปันค่ะ1. ดูหัวข้อข่าวและพาดหัว: ถ้าหัวข้อดูเว่อร์วัง อลังการ ใช้คำกระตุ้นอารมณ์แรง ๆ หรือให้คุณเชื่อทันทีว่าต้องเป็นเรื่องจริงแน่ ๆ อันนี้ต้องเอะใจไว้ก่อนเลยค่ะ!
2. ตรวจสอบแหล่งที่มา: เว็บไซต์หรือเพจที่โพสต์ข่าวนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน? เป็นสื่อหลักที่เรารู้จัก หรือเป็นเพจใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน?
ลองกดเข้าไปดูประวัติเพจหรือเว็บไซต์นั้น ๆ ก่อนนะคะ
3. อ่านเนื้อหาทั้งหมด: อย่าเพิ่งเชื่อแค่หัวข้อค่ะ! ลองอ่านเนื้อหาข้างในดูว่ามีรายละเอียดครบถ้วนไหม มีหลักฐานอ้างอิงหรือเปล่า ถ้าเนื้อหาสั้น ๆ วนไปวนมา หรือข้อมูลดูไม่สมเหตุสมผล ก็อาจจะเป็นข่าวปลอมได้ค่ะ
4.
เช็กวันเวลา: ข่าวที่เก่าแล้วแต่ถูกนำมาเล่าใหม่ก็มีเยอะค่ะ ทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องปัจจุบัน ลองดูวันที่โพสต์หรือวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น ๆ ให้ดีนะคะ
5.
หาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่ง: ถ้าข่าวไหนดูน่าสงสัย ให้ลองเอาคำสำคัญในข่าวไปค้นหาใน Google หรือในเว็บไซต์ข่าวที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ ดูค่ะ ถ้าไม่มีแหล่งข่าวอื่นยืนยันเลย หรือข้อมูลขัดแย้งกันหมด อันนี้ก็เป็นสัญญาณอันตรายค่ะ
6.
สังเกตภาษาและภาพประกอบ: ข่าวปลอมบางทีจะมีคำผิดเยอะ รูปภาพประกอบก็อาจจะเป็นรูปตัดต่อ หรือรูปเก่า ๆ ที่ถูกนำมาใช้ผิดบริบทค่ะจำไว้ว่า “คิดก่อนแชร์” สำคัญที่สุดเลยนะคะ เราทุกคนมีส่วนช่วยหยุดยั้งข่าวปลอมได้ค่ะ!

ถาม: ถ้าเผลอไปแชร์ข่าวปลอมแล้ว หรือเห็นเพื่อนแชร์มา ควรทำยังไงดีคะ

ตอบ: โอ๊ย! เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่ฉันเองก็เคยเจอมาแล้วค่ะ รู้สึกแย่มาก ๆ เลยจริง ๆ แต่ไม่ต้องอายนะคะ ทุกคนสามารถพลาดกันได้ค่ะ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา สิ่งที่เราควรทำคือ:สำหรับตัวเราเองที่เผลอไปแชร์:1.
รีบลบโพสต์หรือข้อความนั้นทันที: ยิ่งลบเร็วเท่าไหร่ ยิ่งจำกัดวงการแพร่กระจายได้เร็วเท่านั้นค่ะ
2. โพสต์แก้ไขหรือขอโทษ: ถ้าเป็นไปได้ ให้โพสต์ข้อความชี้แจงว่าข้อมูลที่เราแชร์ไปนั้นไม่ถูกต้อง และขอโทษสำหรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นค่ะ การแสดงความรับผิดชอบจะทำให้คนอื่น ๆ เข้าใจและไม่หลงเชื่อต่อค่ะ
3.
เรียนรู้จากความผิดพลาด: ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เราจะได้ระมัดระวังมากขึ้นในครั้งต่อไปค่ะสำหรับเมื่อเห็นเพื่อนหรือคนรู้จักแชร์ข่าวปลอม:1. เข้าหาด้วยความสุภาพและเป็นมิตร: อย่าเพิ่งไปต่อว่าหรือตัดสินเพื่อนนะคะ บางทีเขาอาจจะไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นข่าวปลอมค่ะ
2.
ส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้เขาดู: ลองทักไปส่วนตัว หรือคอมเมนต์ใต้โพสต์นั้นอย่างสุภาพ พร้อมกับแนบลิงก์จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้เพื่อนได้อ่านและพิจารณาเองค่ะ
3.
รายงานโพสต์นั้น: ถ้าข่าวปลอมนั้นรุนแรงมาก ๆ หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม เราสามารถกดรายงานโพสต์นั้นไปยังแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนั้น ๆ ได้เลยค่ะ เพื่อให้ผู้ดูแลแพลตฟอร์มพิจารณาค่ะสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา และมีสติในการรับข้อมูลข่าวสารค่ะ ถ้าเราทุกคนทำแบบนี้ได้ สังคมของเราก็จะปลอดภัยจากภัยของข่าวปลอมมากขึ้นแน่นอนค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement